

NaCl + H2O → Na+ + Cl- + H2O |
NaCl + H2O → Cl2 + H2 + 2NaOH |
Cl2 + 2NaOH → NaOCl + NaCl + H2O |
สารประกอบคาร์บอน + NaOCl → CO2 + NaCl |
NaOCl + H2O → HOCl + NaOH |
HOCl → OCl + H+ |

จากบทความเรื่อง “สระว่ายน้ำระบบเกลือ” ในครั้งที่แล้ว หลายๆคน คงได้ทราบ และรู้จักกับ สระว่ายน้ำระบบเกลือ เพิ่มมากขึ้นแล้ว และสำหรับในครั้งนี้ จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความแตกต่าง ทั้งข้อดีและข้อเสียของสระว่ายน้ำระบบเกลือกันครับ
อย่างที่ทุกคนได้เข้าใจแล้ว ว่าสำหรับ สระว่ายน้ำระบบเกลือ นั้น ถือว่าเป็นทางเลือกทดแทนสำหรับการใช้คลอรีนแบบดั้งเดิม โดยจะใช้การเติมเกลือบริสุทธิ์แทน แต่อย่าลืมนะครับ เกลือที่ใช้นั้น จำเป็นต้องเป็นเกลือที่มีความบริสุทธิ์ถึง 99.9% เพราะจะทำให้สามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังไม่มีสิ่งปนเปื้อนตกค้างในสระว่ายน้ำอีกด้วย
ความแตกต่างระหว่าง สระว่ายน้ำระบบเกลือ และ สระว่ายน้ำแบบคลอรีน
สระว่ายน้ำระบบเกลือ นั้น จะทำการฆ่าเชื้อโรค โดยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกกันว่า เครื่องผลิตคลอรีนจากเกลือ เพื่อใช้กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) เปลี่ยนเกลือเป็นคลอรีนนั่นเอง โดยจะเป็นคลอรีนที่มาจากธรรมชาติโดยตรง แต่จะแตกต่างจากสระว่ายน้ำแบบคลอรีนซึ่งจะใช้การเติมคลอรีนเคมี ที่อยู่ในรูปแบบ ผง เกร็ด หรือแบบน้ำนั่นเอง ซึ่งจุดประสงค์ก็ใช้เพื่อการฆ่าเชื้อโรคเหมือนกัน
แต่ในสระทั้งสองประเภทนั้น ยังคงต้องคอยตรวจสอบระดับ pH และความเป็นด่างของสระอยู่เสมอเพื่อให้ถูกสุขอนามัยและสารเคมียังคงสมดุลด้วยนะครับ
จากในบทความที่ได้เอามาฝากในครั้งนี้ ก็อาจจะช่วยให้หลายๆ คน สามารถตัดสินใจในการเลือกใช้ระบบสระว่ายน้ำได้มากขึ้น
มีใครเคยสงสัยกันบ้างไหมครับ ? ว่าทำไมน้ำในสระว่ายน้ำหลาย ๆ ที่ดูใสสะอาดอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการเติมหรือใส่คลอรีนลงไปในสระว่ายน้ำแต่น้ำก็ยังมีสภาพดีอยู่เสมอ
อันดับแรก ต้องขออธิบายก่อนว่าการฆ่าเชื้อโรคสำหรับสระว่ายน้ำนั้น นอกจากการใช้คลอรีนแล้ว ในปัจจุบันก็ยังมีการใช้ระบบอื่นฯ เกิดขึ้นมากมาย ที่ไม่ใช่แค่ฆ่าเชื้อโรคเพื่อให้น้ำใสสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเราอีกด้วย และในครั้งนี้เราจะพาไปรู้จักกับหนึ่งในระบบฆ่าเชื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลผลเสียหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระหว่างที่ว่ายน้ำ และยังเป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน นั่นก็คือ สระว่ายน้ำระบบเกลือ นั่นเองครับ
สระว่ายน้ำระบบเกลือ นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาทดแทนการใช้คลอรีนแบบดั้งเดิม สำหรับระบบฆ่าเชื้อประเภทนี้ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เติมคลอรีนลงในสระ ตรง ๆ ก็ตาม แต่ก็ยังสามารถสร้างคลอรีนมาเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ด้วยการเติมเกลือบริสุทธิ์ลงไปแทนนั่นเอง แล้วมันฆ่าเชื้อโรคได้อย่างไร ? หลาย ๆ คนคงกำลังสงสัย ดังนั้นเราไปทำความรู้จักระบบเกลือให้มากขึ้นกันดีกว่า
สระว่ายน้ำระบบเกลือ นั้นจะใช้การกำจัดเชื้อโรค โดยใช้อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่จะทำหน้าที่ช่วยเปลี่ยนเกลือในสระว่ายน้ำ ให้กลายเป็นคลอรีน นั่นก็คือ เครื่องผลิตคลอรีนจากเกลือ (Salt Chlorinator) หรือที่เรียกกันว่าเครื่องแปลงเกลือนั่นเอง
ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ของเครื่องผลิตคลอรีนจากเกลือ ซึ่งเป็นการผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารละลายเกลือ จากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง เพื่อที่จะสลายพันธะของเกลือ และทำการสร้างคลอรีน (Sodium Hypochlorite) ออกมา ที่มีคุณสมบัติในการกำจัด แบคทีเรีย และตะไคร่น้ำในสระว่ายน้ำให้กับคุณ
จากข้อมูลทางด้านบนที่กล่าวมา จะเห็นว่าสิ่งที่เราใช้เปลี่ยนเป็นคลอรีนสำหรับระบบนี้ก็คือ เกลือบริสุทธิ์นั่นเอง ซึ่งแน่นอนครับ คลอรีนที่ได้ออกมาจะมีความเป็นธรรมชาติ ที่จะมีคุณสมบัติเป็นด่างอ่อน ๆ เท่านั้นจึงทำให้มีความระคายเคืองต่อผิว เส้นผม และดวงตาน้อยกว่าคลอรีนที่เป็นเคมีอย่างมาก
หากคุณกังวลว่าน้ำจะเค็มเหมือนกับน้ำทะเล คุณไม่ต้องกังวลไปนะครับ เพราะว่าน้ำใน สระว่ายน้ำระบบเกลือ นั้นจะมีความเค็มประมาณ 3,000 ppm เท่านั้นเอง หากเมื่อลองเทียบกับความเข้มข้นของน้ำในมหาสมุทร ที่มี หรือความเข้มข้นของเกลือถึง 35,000 ppm จะเห็นว่าน้อยกว่าตั้ง 10 เท่า ดังนั้นไม่เค็มเท่าน้ำทะเลแน่นอนครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ กับบทความที่นำมาฝากกัน อาจจะช่วยให้ได้รู้จักกับระบบสระว่ายน้ำกันมากยิ่งขึ้น แต่ถึงแม้ สระว่ายน้ำระบบเกลือ จะได้รับความนิยม และแพร่หลายมากในปัจจุบัน แต่หากไม่คอยหมั่นดูแล ควบคุมค่าทางเคมีต่าง ๆ ของน้ำในสระว่ายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจก่อให้เกิดความระคายเคือง และอันตรายแก่ผู้ใช้สระได้เช่นกัน
สระว่ายน้ำระบบเกลือ เป็นระบบสระว่ายน้ำที่ใช้เกลือบริสุทธิ์ 99.9% มาแปลงเป็นคลอรีน เพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ในสระว่ายน้ำด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ของเครื่องผลิตคลอรีนจากเกลือ ซึ่งสระระบบเกลือเหมาะกับสระว่ายน้ำทุกประเภทไม่ว่าเป็นสระว่ายน้ำระบบสปา หรือสระว่ายน้ำทั่วไป
ซึ่งสระว่ายน้ำระบบเกลือเหมาะกับผู้ใช้งานทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ หรือแม้แต่เด็กเล็ก เพราะปริมาณการใช้สารเคมีน้อยกว่าสระว่ายน้ำแบบคลอรีนธรรมดา ทำให้น้ำในสระว่ายน้ำมีความอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองต่อผิว ดวงตา และไม่มีกลิ่นคลอรีนฉุนเหมือนระบบทั่วไป อีกทั้งยังดูแลรักษาง่ายกว่าเนื่องจากระบบทำงานอัตโนมัติ ไม่ต้องคอยเติมคลอรีนบ่อย ๆ
การติดตั้งสระว่ายน้ำระบบเกลือจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอุปกรณ์หลักที่จำเป็น มีดังนี้
การเปลี่ยนสระว่ายน้ำให้เป็นระบบเกลือนั้น มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี โดยมีขั้นตอนดังนี้
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งและดูแลสระว่ายน้ำระบบเกลือ J5 Swimming Pool พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างครบวงจร ด้วยทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนาน เราพร้อมช่วยให้คุณมีสระว่ายน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำแนะนำและบริการที่ดีที่สุด โทร: 02-277-1345 หรือ Line: @j5pool
เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าปั๊มสำหรับระบบสระว่ายน้ำนั้น แตกต่างจะปั๊มอื่นๆ อย่างไร ซึ่งหลายคนอาจะยังไม่รู้ว่า สระว่ายน้ำนั้นก็มีปั๊มที่เหมาะสมกับระบบสระว่ายน้ำโดยเฉพาะเช่นกัน แล้วปั๊มที่ว่าเป็นปั๊มประเภทไหน วันนี้เราจะพาไปรู้จักกันครับ และอาจจะมีคนสงสัยว่าถ้าหากใช้เป็นปั๊มประเภทอื่น ร่วมกับระบบสระว่ายน้ำได้ไหม? วันนี้เรามีคำตอบมาฝากด้วยครับ
ทำไมต้องเป็นปั๊ม Self-Priming?
หลายๆ คนคงรู้กันดีว่า ระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำนั้นเป็นระบบที่ต้องการระบบ Priming จึงจำเป็นต้องใช้ปั๊มแบบเฉพาะ ด้วยการที่เป็นปั๊ม Self-Priming หมายถึงปั๊มที่ไม่ต้องล่อน้ำ สำหรับในกรณีของระบบสระว่ายน้ำ โดยทั่วไปแล้วมักจะติดตั้งให้ทางด้านดูดของปั๊มสูงกว่าระดับน้ำ หากติดตั้งในลักษณะนี้ จึงจำเป็นจะต้องมีการติดตั้ง Foot Valve เพื่อเก็บกักน้ำให้อยู่ในเส้นท่อทางดูดให้เต็มอยู่ตลอดเวลา หากไม่ต้องการที่จะล่อน้ำใหม่ จึงทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการใช้งาน ดังนั้นการใช้ Self-Priming pump จะเป็นการช่วยลดปัญหาเหล่านี้ออกไปได้นั่นเองครับ
แล้ว Centrifugal Pump คือ?
สำหรับปั๊มที่ต้องการระบบ Priming ส่วนมากแล้วจะนิยมใช้เป็นปั๊มแบบ Centrifugal ที่รู้จักกันในชื่อปั๊มแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ หรือปั๊มหอยโข่ง โดยที่ Centrifugal pump จะอาศัยการเหวี่ยงน้ำออกไปตามแนวรัศมีเพื่อให้เกิดแรงดันเพิ่มขึ้นจากแรงหนีศูนย์กลาง เมื่อน้ำในตัวเรือนปั๊มถูกเหวี่ยงออกไปแล้ว บริเวณศูนย์กลางใบพัดจะมีแรงดันที่ลดต่ำลงกว่าแรงดันบรรยากาศ ทำให้แรงดันบรรยากาศผลักน้ำเข้าหาตัวปั้มผ่านทางท่อด้านดูด แต่หากไม่มีน้ำอยู่ในตัวเรือนปั้ม และท่อด้านดูดอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ก็จะไม่มีการเหวี่ยงน้ำแล้วก็ไม่สามารถทำให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นได้ หรือหากมีอากาศเข้ามาในท่อดูด ก็จะทำให้เกิดเป็นโพรงอากาศในตัวเรือนปั๊มแล้วก็ทำให้กระบวนการดังกล่าวสิ้นสุดลง
คุณสมบัติเด่นของ ปั๊มสระว่ายน้ำ ประเภทนี้
1. ตัวเรือนปั๊มมีขนาดใหญ่ ทำให้สามารถเก็บกักน้ำได้ในเสื้อปั๊ม
2. สามารถกรองเศษสิ่งปรกขนาดใหญ่ออกไปได้ก่อน เพื่อป้องกันที่อาจสร้างความเสียหายให้ใบพัดปั๊ม
3. ปั๊มสามารถทนต่อสารเคมีได้เป็นอย่างดี เนื่องจากวัสดุที่ใช้ผลิต ส่วนมากจะนิยมใช้เป็น Thermo Plactic แบบพิเศษที่เสริมความแข็งแรง
4. Mechanical Seal ทนต่อสารเคมีได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นวัสดุที่ทนสารเคมีโดยเฉพาะ รวมถึงปั๊มบางรุ่นยังสามารถใช้กับสระว่ายน้ำระบบเกลือได้อีกด้วย
5. มีหลากหลายขนาดให้เลือกตามอัตราการไหล (Flow Rate) และความสูง (Total Head)
ข้อควรระวังสำหรับการใช้งานปั๊มแบบ Self-Priming
1. ถึงแม้ว่าจะมีการกักเก็บน้ำไว้ตรงส่วนของเสื้อปั๊มแล้วก็ตาม แต่บางครั้งก็ยังต้องระวังในเรื่องของการเดินปั๊ม ขณะที่ไม่มีน้ำ เพราะอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการ Run Drying ได้
2. แนะนำให้ติดตั้ง Foot Valve เพื่อเก็บกักน้ำให้อยู่ในเส้นท่อทางดูดให้เต็มอยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของปั๊ม Self-Priming
3. ระวังสิ่งสกปรก หรือของแข็งที่มีขนาดใหญ่ หลุดเข้าไปในตัวปั๊ม เนื่องจากวัสดุเป็นพลาสติก การที่มีของแข็งขนาดใหญ่หลุดเข้าไป จะเป็นการทำลายส่วนภายใน ไม่ว่าจะเป็น ตัวป๊ม ใบพัด รวมถึง Mechanical Seal จนเกิดความเสียหายได้
ทั้งนี้ปั๊มแต่ละประเภทนั้นได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานเฉพาะทาง หรืองานที่มีความเหมาะสมนั้นๆ และอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น ระบบสระว่ายน้ำนั้นต้องการ ระบบ Priming จึงควรใช้ปั๊มที่สามารถดึงน้ำ หรือกักน้ำไว้ได้ และอีกทั้งแรงดันของปั๊มประเภทอื่นๆ อาจมีความแรงเกินกว่าที่เครื่องกรองสระว่ายน้ำจะรับไหว แนะนำว่าควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการเลือกปั๊ม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ถูกต้อง และดีที่สุดครับ
มันคงจะดีไม่น้อยถ้าคุณได้มีสระว่ายน้ำอยู่สวนหลังบ้านของคุณ และเมื่อต้องการที่จะสร้างสระว่ายน้ำขึ้นมา ก็มีเรื่องที่ทำให้คุณต้องคิดพิจารณามากมาย และหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้นระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบกรอง ระบบฆ่าเชื้อโรค หรือแม้แต่ระบบสปา แล้วอะไรหล่ะที่สำคัญที่สุดในระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำ รวมถึงระบบอื่นๆ ในสระว่ายน้ำ ถ้าไม่ใช่ ปั๊มสระว่ายน้ำ
เนื่องจากปั๊มสระว่ายน้ำในปัจจุบันมีเกิดขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติของปั๊มสระว่ายน้ำ ที่ให้เลือกหลากหลายตามการใช้งานต่างๆ ซึ่งหลายคนคงมีคำถามว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าปั๊มสระว่ายน้ำแต่และแบบ แต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบไหน เพื่อให้การตัดสินใจของคุณง่ายขึ้น และช่วยให้คุณเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ครั้งนี้เราได้รวบรวมคำตอบที่อาจเป็นประโยชน์เกี่ยวกับปั๊มสระว่ายน้ำ มาฝากทุกๆคนแล้วครับ
ปั๊มสระว่ายน้ำ หลักๆแล้วใช้ทำอะไร?
ปั๊มสระว่ายน้ำ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการหมุนเวียนของน้ำในสระ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้สระอยู่ในสภาพดี และเหมาะสำหรับการว่ายน้ำ ปั๊มสระว่ายน้ำจะดึงน้ำจากสระ และส่งไปยังระบบกรอง ระบบทำความร้อน ระบบฆ่าเชื้อโรค รวมถึงระบบสปา หรือระบบอื่นๆ โดยปั๊มสระว่ายน้ำจะส่งน้ำที่ผ่านกระบวนการเหล่านี้ แล้วกลับคืนสู่สระ พร้อมให้คุณได้ใช้งานได้อย่างสบายใจ
แล้วแต่ละระบบ แต่ละการใช้งาน ควรเลือกใช้ปั๊มสระว่ายน้ำอย่างไร?
ต้องอธิบายว่าในปัจจุบันนั้น นอกจาก ปั๊มสระว่ายน้ำ ที่ใช้ร่วมกับระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำแล้ว ยังมีระบบอื่นๆที่ต้องการประสิทธิภาพของปั๊มที่แตกต่างกันไป เช่นใช้สำหรับกรองน้ำ (Filtration), ใช้สำหรับระบบหมุนเวียนขนาดใหญ่ (Commercial) ใช้สำหรับน้ำพุ น้ำตก (Fountain and Waterfall), ใช้สำหรับระบบจากุชชี และสปา (Spa & Jacuzzi), ปั๊มระบบว่ายน้ำทวนกระแส (Counter Current Jet) ซึ่งการใช้งานแต่ละประเภทก็มี อัตราการไหลที่ต้องการ แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องเลือกปั๊มให้เหมาะสมต่อการใช้งานนั้นๆ
แล้วปั๊มแบบไหนเหมาะกับระบบอะไรบ้าง?
ต่อมาเราจะมาทำความเข้าใจถึงปั๊มแต่ละแบบ ที่เหมาะกับแต่ละการใช้งาน ซึ่งถ้าจำแนกตามการใช้งาน ปั๊มที่เกี่ยวข้องกับระบบสระว่ายน้ำจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท
1. ปั๊มสระว่ายน้ำทั่วไป (Pool Pump)
คือ ปั๊มที่จะใช้ในระบบสระว่ายน้ำ เราจะเรียกกันว่า Self-Priming Centrifugal Pump with Strainer หรือปั๊มแบบที่มีตะกร้ากรองนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วปั๊มแบบนี้จะเป็นปั๊มขนาดไม่ใหญ่มาก มักจะมีขนาดให้เลือกใช้งานตั้งแต่ขนาดมอเตอร์ 0.5 HP ไปจนถึง 3.0 HP มักนิยมใช้กับสระว่ายน้ำที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก หรือสระว่ายน้ำที่มีการจำกัดเวลาการใช้งาน เพื่อไม่ให้ทำงานหนักเกินไป เหมาะกับการใช้งานกับระบบกรอง หรือการหมุนเวียนน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป ส่วนการจะเลือกปั๊มขนาดเท่าไหร่เพื่อให้เหมาะสม ก็จะขึ้นอยู่กับขนาดสระว่ายน้ำ และปริมาตรน้ำในสระว่ายน้ำนั่นเองครับ
เหมาะกับ
– ระบบกรอง ระบบหมุนเวียนน้ำ
– บ้านพักอาศัยส่วนตัว
– สระว่ายน้ำส่วนกลางคอนโดมิเนียม
– สระว่ายน้ำโรงแรม
– สระว่ายน้ำ รีสอร์ท พูลวิลล่า
2. ปั๊มสำหรับระบบเชิงพาณิชย์ (Commercial Pump)
แบบที่สองจะเป็นปั๊มที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในระบบใหญ่ๆ หรืองานที่เป็นเชิงพาณิชย์ รูปแบบปั๊มจะคล้ายๆ กับแบบแรก ที่เป็นแบบ Self-Priming Centrifugal Pump with Strainer แต่จะมีขนาดใหญ่กว่ามาก บางครั้งอาจจะเห็นปั๊มประเภทนี้ที่สามารถถอดแยก Strainer ได้ก็มีเช่นกัน เพื่อให้สามารถติดตั้งได้สะดวก มักจะมีขนาดให้เลือกใช้ตั้งแต่ขนาด 3.5 HP ขึ้นไป อาจสูงถึง 15.0 HP นิยมใช้กับสระว่ายน้ำสาธารณะ หรือสระว่ายน้ำขนาดใหญ่
เหมาะกับ
– ระบบกรอง ระบบหมุนเวียนน้ำ
– สระว่ายน้ำสโมสร
– สระว่ายน้ำโรงเรียน
– สระว่ายน้ำเชิงพาณิชย์
– สวนน้ำ สวนสนุก
– ระบบกรองน้ำขนาดใหญ่
3. ปั๊มเสริมแรง (ฺBooster Pump)
สำหรับปั๊มเสริมแรงนั้น จะรู้จักกันในชื่อ บูสเตอร์ปั๊ม ที่จะมีลักษณะคล้ายกับ ปั๊มสระว่ายน้ำทั่วไป แต่จะเป็น Centrifugal without Strainer Pump หรือก็คือจะไม่มีตะกร้ากรองหน้าปั๊มนั่นเอง สาเหตุที่ปั๊มแบบนี้ไม่มีตัวกรอง ด้านหน้าเนื่องจาก ได้รับการออกแบบมาให้ได้อัตราการไหลที่มาก เพื่อใช้กับระบบที่ต้องการแรงดูด/ส่งน้ำที่สูง จึงไม่จำเป็นต้องมี Strainer ด้านหน้า โดยทั่วไป บูสเตอร์ปั๊มจะมีขนาดที่หลากหลาย ตั้งแต่ ขนาด 1.0 HP จนอาจสูงถึง 15.0 HP เลย
เหมาะกับ
– ระบบน้ำพุ น้ำตก
– ระบบจากุชชี และสปา
– ระบบว่ายน้ำทวนกระแส
4. ปั๊มปรับความเร็ว (ฺVariable Speed Pump)
หรือปั๊มประหยัดพลังงาน ซึ่งตามชื่อที่บอกเลยครับ คือปั๊มที่สามารถปรับความเร็วรอบได้ ทำให้สามารถเลือกใช้งานได้หลากหลาย และเหมาะสมกับระบบนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ปั๊มสระว่ายน้ำหลายๆตัว ทำงานหลายระบบ เพราะถ้าหากใช้เป็นปั๊มสระว่ายนำทั่วไป ก็จะมีเพียงความเร็วระดับเดียว แต่หากใช้เป็นปรับความเร็ว ก็จะช่วยให้ได้อัตราการไหลที่เหมาะสมกับฟังก์ชั่นการใช้งานนั้นๆได้เหมาะสม บางครั้งยังใช้เป็นปั๊มเพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานได้อีกด้วย
เหมาะกับ
– ระบบน้ำพุ น้ำตก ที่ต้องการปรับระดับความแรง
– สระว่ายน้ำที่มีหลายๆระบบ เช่น ใช้ปั๊มสลับจากระบบกรอง ไปใช้กับระบบสปา
ทั้งนี้ถึงแม้จะได้ทราบถึง ความเหมาะสมต่อการใช้งานของปั๊มแต่ละประเภทแล้ว แต่การจะเลือกใช้ปั๊มได้เหมาะสมที่สุด อย่าลืมพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อัตราการไหล, ขนาดท่อ, แรงม้าของมเอตร์, แรงดันไฟฟ้า ฯลฯ เป็นต้น เพื่อที่จะสามารถทำให้คุณเลือกปั๊มสระว่ายน้ำได้อย่างเหมาะสมกับสระว่ายน้ำของคุณอย่างประสิทธิภาพที่สุด หากคุณยังไม่มั่นใจว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไรดี สามารถปรึกษาทีมงานของเราได้เสมอเลยครับ แล้วกลับมาพบกับบทความใหม่ครั้งหน้าครับ
หากคุณต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงที่ดังรบกวนมาจากสวนหลังบ้านของคุณ ซึ่งมันเป็นเสียงที่ทั้งแหลมที่คอยทำร้ายหูของคุณ และมันทั้งดังกว่าเสียงตะปูที่ถูกตอกบนกระดานถึง 10 เท่า เมื่อคุณไปตรวจดูถึงสาเหตุของเสียงนั้น กลับพบว่า เสียงที่ทำให้คุณรำคาญใจนี้ดังมาจาก ปั๊มสระว่ายน้ำ ของคุณนั่นเอง
มันอาจจะเป็นเพราะว่า ปั๊มสระว่ายน้ำ ของคุณกำลังจะหมดประสิทธิภาพ หรือปั๊มยังไม่เหมาะสมเพียงพอกับสระว่ายน้ำของคุณ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ซึ่งในตอนนี้อาจทำให้คุณเริ่มคิดว่าคงถึงเวลาแล้ว ที่จะมองหาปั๊มสระว่ายน้ำตัวใหม่ แต่คุณอาจจะกำลังสงสัยว่า แล้วจะต้องเลือกปั๊มสระว่ายน้ำอย่างไรให้เหมาะสมกับสระว่ายน้ำของคุณมากที่สุด และเพียงพอต่องบประมาณของคุณ
ก่อนที่คุณจะไปเดินเลือกซื้อปั๊ม ขอแนะนำว่าการเปลี่ยนปั๊มสระว่ายน้ำ อยากให้คุณคำนึงไว้ว่ามันคือ “การลงทุนเพื่อสุขภาพของสระว่ายน้ำของคุณในระยะยาว” และเพื่อให้คุณสามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุด กับการลงทุนระยะยาวในครั้งนี้ได้ กุญแจหลักที่สำคัญ คือ คุณต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับปั๊มสระว่ายน้ำก่อน
สำหรับบทความครั้งนี้เราจะพาคุณไปรู้จักเกี่ยวกับปั๊มสระว่ายน้ำให้มากยิ่งขึ้นกันครับ ตามไปดูกันเลยครับ
อันดับแรกต้องแนะนำก่อนว่า ปั๊มสระว่ายน้ำ นับว่าเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของระบบหมุนเวียนน้ำในสระว่ายของคุณ เพราะหากไม่มีปั๊มสระว่ายน้ำ คุณก็จะไม่มีการหมุนเวียนของน้ำ และน้ำจะไม่สามารถไหลผ่านระบบกรองของคุณได้ และนั่นก็หมายถึงคุณจะได้สระว่ายน้ำที่มีน้ำนิ่งๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอมต่างๆ และเติบโตในสระว่ายน้ำสกปรก และคุณคงไม่อยากลงเล่นน้ำแบบนั้นแน่ๆ
เพื่อให้สามารถทำความสะอาดได้อย่างเหมาะสม ปั๊มสระว่ายน้ำจึงสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะปั๊มสระว่ายน้ำจะทำหน้าที่ดูดน้ำจากสระว่ายน้ำเข้ามาที่ปั๊ม และจ่ายน้ำไปยังระบบกรอง และดันส่งกลับไปยังสระว่ายน้ำเพื่อให้น้ำเกิดการหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
เมื่อคุณจะเริ่มมองหา ปั๊มสระว่ายน้ำ ใหม่ คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปั๊มสระว่ายน้ำนั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ปั๊มสระว่ายน้ำนั้นจะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ตัวเรือนปั๊ม ใบพัด และมอเตอร์
ปั๊มที่เหมาะสำหรับระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำ
ต่อมาก็ต้องทำความรู้จักกับปั๊มสำหรับระบบสระว่ายน้ำก่อน หลายๆ คนอาจจะไม่เคยรู้ว่า ปั๊มแต่ละประเภท ก็มีความเหมาะสมกับการใช้งานเกี่ยวกับการหมุนเวียนของน้ำแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นระบบสุขาภิบาล ระบบบำบัดน้ำ ฯลฯ ซึ่งระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำเองก็มีปั๊มที่เหมาะสม ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ร่วมกับสระว่ายน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งปั๊มที่จะใช้ในระบบสระว่ายน้ำนั้น เราจะเรียกกันว่า Self-Priming Centrifugal Pump นั่นเอง ส่วนมีการทำงานแบบไหนนั้น และมีข้อแตกต่างจากปั๊มประเภทอื่นอย่างไร สามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่บทความเรื่อง “ปั๊ม Self Priming สำหรับสระว่ายน้ำ”
ประเภทของ ปั๊มสระว่ายน้ำ
ถ้ามองย้อนกลับไป นับตั้งแต่ปั๊มสระว่ายน้ำถูกคิดค้นในครั้งแรก จนปัจจุบันนั้นได้มีการพัฒนามาไกลมาก และมีวิวัฒนาการจากประเภทหนึ่งจนแตก ออกเป็น 3 ประเภทในตลาดสระว่ายน้ำในปัจจุบัน ได้แก่
ในส่วนของมอเตอร์ที่ของปั๊มสระว่ายน้ำ จะมีด้วยกันอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่มอเตอร์แบบ TEFC และ มอเตอร์แบบ ODP นั่นเอง ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ามอเตอร์ทั้งสองแบบ มีข้อแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และแต่ละประเภทก็จะมีความเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันอีกด้วย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความเรื่อง “ข้อแตกต่างระหว่าง มอเตอร์ปั๊มแบบ ODP และ มอเตอร์ปั๊มแบบ TEFC”
นอกจากประเภทของมอเตอร์แล้ว คุณยังต้องพิจารณาจากแรงดัน และความถี่ของมอเตอร์อีกด้วย อันดับแรกคุณต้องเช็คดูก่อนว่าไฟบ้านของคุณเป็นไฟ Single Phase หรือ Three Phase และปั๊มสระว่ายน้ำที่ต้องการสามารถเดินสายไฟเข้ากับระบบไฟฟ้าของคุณได้ไหม และปั๊มที่ต้องการเป็นแบบ 50Hz หรือ 60Hz เพราะถ้าหากคุณนำปั๊มที่ 60Hz มาใช้กับระบบไฟ 50Hz คุณอาจจะต้องปวดหัวมากขึ้นตามมา เมื่อประสิทธิภาพปั๊มของคุณจะทำงานไม่เต็มที่อย่างแน่นอน ซึ่งหมายความว่ามันอาจจะส่งผลให้อัตราการไหลของคุณถูกลดประสิทธิภาพลงนั่นเองครับ
และนอกจากระบบไฟฟ้าแล้ว คุณยังต้องพิจารณาในส่วนสำคัญอีก 1 สิ่ง ก็คือวัสดุปั๊มนั่นเอง เนื่องจากว่า ระบบสระว่ายน้ำเป็นระบบที่มีการใช้งานร่วมกับสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นคลอรีน น้ำยาปรับสภาพต่าง ๆ รวมไปถึงเกลือที่ใช้ผลิตคลอรีน สารเคมีแต่ละอย่างก็อาจจะส่งผลเสียให้กับปั๊มสระว่ายน้ำของคุณได้ ถ้าหากใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถทนทานการกัดกร่อนได้ คุณอาจจะได้เปลี่ยนอะไหล่บ่อย ๆ หรืออย่างร้ายแรงคุณก็อาจจะได้ปั๊มใหม่เร็วขึ้น โดยปัจจุบัน ปั๊มสำหรับสระว่ายน้ำจะนิยมใช้วัสดุในการผลิต เสื้อปั๊มด้วยเทอร์โมพลาสติกแบบพิเศษ ซีลและโอริงต่างๆ จะเป็นวัสดุเกรดที่ทนการกัดกร่อนของคลอรีนได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงชาร์ปซีล หรือส่วนที่เป็นมอเตอร์จะนิยมใช้เป็นวัสดุสแตนเลสที่ทนทานต่อการกัดกร่อน และสนิมได้มากกว่าปั๊มเหล็กหล่อ ดังนั้นควรเลือกปั๊มที่ใช้วัสดุที่มีความทนทาน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวได้นานมากยิ่งขึ้น
และเมื่อเราได้ทำความเข้าใจโดยรวมถึง องค์ประกอบต่าง ๆ ของปั๊มสระว่ายน้ำแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะไปเลือกปั๊มสระว่ายน้ำ เพื่อให้เหมาะสมกับสระว่ายน้ำของคุณมากที่สุด สามารถตามไปได้ที่บทความเรื่อง “การเลือกปั๊มสระว่ายน้ำให้เหมาะสม” ได้เลยครับ และครั้งต่อไปเราจะนำบทความดี ๆ ที่มีประโยชน์ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจเกี่ยวกับสระว่ายน้ำกันมากยิ่งขึ้นมาฝากครับ
ข้อแนะนำ การเลือก อุปกรณ์สระว่ายน้ำ ควรเลือก หรือตัดสินใจด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง เพื่อให้ได้อุปกรณ์สระว่ายน้ำ ที่เหมาะสมกับสระว่ายน้ำของคุณ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปอย่างราบรื่น จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ และได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล
บทความในครั้งนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ อุปกรณ์สระว่ายน้ำ กัน เพื่อให้ได้ทราบกันว่าหลัก ๆ แล้วมีอุปกรณ์อะไรกันบ้างที่จำเป็นต่อระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำ รวมถึงระบบอื่น ๆ ในสระว่ายน้ำ ไปดูกันเลยครับ
อุปกรณ์สระว่ายน้ำ
1. อุปกรณ์สำหรับการหมุนเวียนน้ำ
อุปกรณ์สระว่ายน้ำ ในหมวดนี้นับว่ามีความสำคัญมากๆ ในระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น หัวจ่ายน้ำดี, หัวดูดน้ำในสระว่ายน้ำ, สะดือสระว่ายน้ำ รวมไปถึงสกิมเมอร์ อุปกรณ์ที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนมีความสำคัญ บางอย่างก็มีหน้าที่ในการจ่ายน้ำเข้าสู่สระว่ายน้ำ บางอย่างก็ทำหน้าที่ดูดน้ำออกจากสระเข้าสู่ระบบกรอง
โดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกติดตั้งเข้ากับโครงสร้างของสระว่ายน้ำ ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างสระว่ายน้ำเลย ดังนั้นการจะเลือกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูง เพราะเมื่อคุณติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ไปแล้ว และถ้าหากอุปกรณ์นั้นๆ ไม่ได้คุณภาพที่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ง่าย และมันก็คงจะไม่ง่ายเลย ถ้าหากจะต้องเปลี่ยน หรือซ่อมแซมมันใช่ไหมครับ
และการเลือกอุปกรณ์เหล่านี้สิ่งที่จำเป็นอีกหนึ่งสิ่งก็คือ ต้องเลือกให้สัมพันธ์กับประเภทของสระว่ายน้ำ รวมไปถึงอัตราการไหลของระบบต้องเหมาะสมอีกด้วย
2. ปั๊มสระว่ายน้ำ
ถ้าพูดถีงระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำแล้ว อุปกรณ์สระว่ายน้ำ ที่ทุกคนคงจะต้องนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เลย นั่นก็คือปั๊มสระว่ายน้ำ ใช่ไหมครับ และไม่ว่าใครที่มีสระว่ายน้ำ ก็คงต้องการให้ระบบสระว่ายน้ำออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด และให้อัตราการไหลของน้ำเป็นไปอย่างราบรื่น
การเลือก ปั๊มสระว่ายน้ำ ที่ดี นับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าหากคุณไม่เลือกปั๊มสระว่ายน้ำให้มีความเหมาะสมกับสระว่ายน้ำของคุณ ก็อาจจะทำให้ระบบกรองของคุณไม่ได้ประสิทธิภาพ ดังนั้นควรเลือกใช้งานให้มีความเหมาะสมเพื่อให้สามารถ ดูด/ส่ง น้ำได้สัมพันธ์กับระบบกรอง รวมถึงปริมาตรน้ำในสระ และต้องไม่ลืมเรื่องการกำหนดระยะเวลาการหมุนเวียนน้ำด้วยนะครับ
เพราะระยะหมุนเวียนน้ำที่เหมาะสมจะทำให้ ระบบกรองน้ำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่น้ำในระบบสระว่ายน้ำทั้งหมดจะได้รับการหมุนเวียนอย่างทั่วถึง
3. เครื่องกรองสระว่ายน้ำ
อันดับต่อมา เมื่อคุณมี ปั๊มสระว่ายน้ำ แล้ว และแน่นอนครับว่าอุปกรณ์ต่อมาที่ต้องพิจารณาเลือก และมีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คืออุปกรณ์สำหรับกรองน้ำ หรือ เครื่องกรองสระว่ายน้ำ นั่นเอง เพราะเครื่องกรองสระว่ายน้ำนับว่าเป็นหัวใจหลัก สำหรับระบบหมุนเวียนของสระว่ายน้ำ เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องกรองทราย เครื่องกรองกระดาษ หรือเครื่องกรองผ้า เครื่องกรองแต่ละประเภทนั้นล้วนจำเป็นจะต้องเลือกให้มีความสัมพันธ์กับความต้องการในการใช้งาน
และการเลือกเครื่องกรองนั้น ยังต้องเลือกให้เหมาะสมกับปั๊มสระว่ายน้ำอีกด้วย เพื่อให้เกิดการกรองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะถ้าอัตราการไหลของเครื่องกรองและปั๊มไม่เหมาะสมกัน ก็อาจจะทำให้การกรองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรืออาจจะทำให้ระบบมีปัญหาได้ และอย่าลืมพิจารณาขนาดท่อให้สัมพันธ์กันด้วยนะครับ
4. ไฟใต้น้ำ
ถ้าหากว่าคุณสามารถว่ายน้ำได้เพียงแค่ช่วงเวลากลางวันเท่านั้น คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากแน่ ๆ ซึ่งอาจจะทำให้คุณพลาดกับช่วงเวลาที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินลงไปถึงครึ่งหนึ่งเลยก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็คงไม่อยากลงว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่มืดสนิทใช่ไหม? ดังนั้นการเพิ่มแสงสว่างให้สระว่ายน้ำของคุณด้วย ไฟใต้น้ำ ไม่ว่าจะแค่ 2 ดวง หรือ 10 ดวง ก็สามารถเพิ่มความสวยงาม และเติมชีวิตชีวาให้กับสระว่ายน้ำของคุณได้แล้ว และยังช่วยให้ค่ำคืนในการว่ายน้ำของรู้สึกเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นเป็นสองเท่าอีกด้วย
และสำหรับไฟสระว่ายน้ำก็มีทั้งไฟ LED หรือไฟ Halogen และยังมีทั้งแบบติดตั้งแบบแขวนผนัง, แบบแปะผนัง, แบบฝังผนัง และแบบขาตั้ง ซึ่งไฟที่กล่าวมาแต่ละประเภทนั้นก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ และความต้องการของเจ้าของสระว่ายน้ำ
และอย่าลืมตรวจสอบหม้อแปลงไฟด้วยนะครับว่าเป็นหม้อแปลงแบบ กระแส AC หรือ DC เพื่อให้สามารถเลือกใช้งานกับดวงไฟได้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถป้องกันการเกิดปัญหาที่จะตามมาได้ครับ
5. ระบบทำความร้อน
การแช่ตัวในน้ำอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศหนาวมาก ๆ คงทำให้ใครหลาย ๆ คนรู้สึกโล่งสบาย ผ่อนคลาย และสามาเพลิดเพลินไปกับการว่ายน้ำในช่วงฤดูที่หนาว ซึ่งในบางครั้ง หรือหลายๆ พื้นที่มันยากเกินกว่าจะกล้าลงไปในน้ำที่เย็นสุดๆ ดังนั้นการใช้อุปกรณ์ทำความร้อนให้สระว่ายน้ำจึงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์อย่างมาก
แต่การเลือกใช้งานนั้นต้องเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับ ไม่ว่าจะเป็นประเภทการทำความร้อน ระยะเวลาการทำความร้อน การใช้พลังงานไฟฟ้า หรือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าหากคุณเลือกไม่เหมาะสม คุณอาจจะโดนค่าไฟมหาศาลก็ได้ หรือคุณอาจจะได้ระบบทำความร้อนที่ใช้ระยะเวลานานแทนถ้าคุณเลือกใช้ไม่เหมาะสมกับขนาดสระว่ายน้ำ หรือปัจจัยโดยรอบสระว่ายน้ำของคุณ
6. ระบบบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำ
เพื่อให้สามาถเพลิดเพลินกับสระว่ายน้ำที่สะอาดถูกสุขอนามัย การบำบัดน้ำก็เป็นเป็นสิ่งสำคัญ และในปัจจุบันก็มีมากมายหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบผลิตคลอรีนจากเกลือ ระบบบำบัดด้วยคลอรีนแบบอัตโนมัติ ระบบ UV ระบบโอโซน รวมไปถึงอุปกรณ์สำหรับฟีดเคมีในระบบ ซึ่งอุปกรณ์เหลานี้จะช่วยกำจัดแบคทีเรีย และไวรัส เพื่อปกป้องไม่ให้สระว่ายน้ำของคุณสกปรก แต่ต้องควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของน้ำ ที่ต้องหมั่นคอยติดตามเป็นประจำ เพื่อให้สระว่ายน้ำของคุณดูใสสะอาดและสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างมั่นใจ
ในส่วนของการเลือกใช้ เราขอแนะนำให้คุณเลือกใช้ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ตั้งเรื่องของประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อโรค การใช้งานร่วมกับระบบอื่นๆ รวมไปถึงต้นทุนค่าใช้จ่าย อีกทั้งการดูแลรักษาก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณอาจจะต้องนำมาพิจาณาด้วย
เพราะแต่ละระบบก็จะมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป ทั้งนี้ควรเลือกระบบ ที่สามารถตอบโจทย์คุณได้มากที่สุด
7. ระบบเจ็ท และสปา
นอกจากระบบสระว่ายน้ำ ก็ยังมีระบบอื่นเพิ่มเติมที่นิยมใช้กัน นั่นก็คือระบบเจ็ทสวิมที่จะช่วยให้คุณสามารถออกกำลังกายไปพร้อมกับสระว่ายน้ำที่อาจจะมีพื้นที่จำกัด หรือระบบสปาที่ให้คุณได้แช่ตัวได้อย่างผ่อนคลาย และเพลิดเพลิน
และอุปกรณ์สำหรับระบบนี้ในปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมายในตลาดสระว่ายน้ำ ทั้งแบบขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ก็แนะนำให้เลือกให้เหมาะสมกับโครงสร้าง หรือการออกแบบสระว่ายน้ำจะดีที่สุดครับ
จากบทความที่ได้นำเอามาฝากกันในครั้งนี้ เป็นแค่เพียงอุปกรณ์บางส่วน ในระบบสระว่ายน้ำเท่านั้น ซึ่งนอกจากที่กล่าวมา ก็ยังมีอุปกรณ์ต่าง ๆ อีกมากมาย
อาจจะทำให้เข้าใจถึงการเลือกใช้ อุปกรณ์สระว่ายน้ำ เบื้องต้น หรือถ้ายังคงไม่มั่นใจว่าควรเลือกใช้อุปกรณ์แบบไหน ทางเราพร้อมให้คำปรึกษา และนำเสนออุปกรณ์ที่เหมาะสม และดีที่สุด และในครั้งต่อไปจะมีเกร็ดความรู้ หรือบทความอะไรมาฝากรอติดตามได้เลยครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เรามาทำความรู้จักกับเครื่องกรองกระดาษกันเถอะ
จากบทความที่เราเคยนำมาฝากเกี่ยวกับประเภทของ เครื่องกรองสระว่ายน้ำ ไปนั้น ครั้งนี้จะพาไปทำความรู้จักกับเครื่องกรองกระดาษกันมากยิ่งขึ้น
เครื่องกรองคาร์ทริดจ์ หรือที่ในปัจจุบันนิยมเรียกกันว่าเครื่องกรองกระดาษ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเครื่องกรองประเภทนี้จะมีราคาที่สูง กว่าเครื่องกรองทรายเล็กน้อยก็ตาม แต่เครื่องกรองกระดาษนั้นสะดวก และง่ายต่อการใช้งานมากกว่า รวมถึงประสิทธิกาพในการกรองยังสูงกว่าด้วย แต่ถังกรองประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะใช้กับสระว่ายน้ำที่มีขนาดใหญ่มากนัก
เครื่องกรองคาร์ทริดจ์ โดยทั่วไปภายในถังกรองจะมีตัวกรองเฉพาะของเครื่องกรองประเภทนี้ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่ล้อมรอบด้วยสื่อกรองที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอสเตอร์ ที่ออกแบบมาเป็นลักษณะจีบต่อ ๆ กัน ช่วยในการดักขับสิ่งสกปรกต่าง ๆ และถังกรองประเภทนี้ยังมีข้อดีคือ ไม่จำเป็นต้องมีมัลติพอร์ตวาล์ว ทำให้เครื่องกรองประเภทนี้
ข้อดีของเครื่องกรองคาร์ทริดจ์ | ข้อเสียของเครื่องกรองคาร์ทริดจ์ |
– กรองสิ่งสกปรกได้ 20-30 ไมครอน | – ทำงานหนักกว่าเครื่องกรองกราย |
– ไม่ต้องมีการ Backwash ทำให้ประหยัดน้ำ | – มีอายุการใช้งานของตัวกรองเพียง 2 ถึง 3 ปี |
– ทำงานได้ดี ที่รอบความเร็วต่ำ | – ต้องการ การทำความสะอาดอย่างละเอียด |
– สามารถใช้ร่วมกับปั๊มปรับความเร็วได้ดี |
หลักการการทำงาน เมื่อน้ำไหลข้าสู่ตัวถัง น้ำจะไหลผ่านจีบแต่ละจีบที่ตัวสื่อกรอง และจะดักจับสิ่งสกปรกปนเปื้อนที่มีขนาดเล็กได้ที่ 20 ไมครอน จากนั้นน้ำที่ผ่านชั้นกรองไปแล้วจะถูกส่งกลับเข้าสู่สระว่ายน้ำ เครื่องกรองตลับนั้น ยังช่วยในการประหยัดพลังงาน อีกทั้งราคาไม่สูงมากแต่เมื่อตัวกรองเริ่มมีสิ่งสกปรกมาก จะทำให้ประสิทธิกาพในการกรองเริ่มลดลง จึงจำเป็นต้อง ทำความสะอาดบ่อยครั้ง การทำความสะอาดจะใช้วิธีถอดและนำตลับไส้กรองออกมาแล้วฉีดล้างด้วยน้ำสะอาดเบา ๆ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ตามพื้นผิวตัวกรองออกไปการดูแลรักษาสามารถทำได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้มัลติพอร์ตวาล์วเหมือนเครื่องกรองประเภทอื่น ใช้แค่เพียงการถอดล้างเท่านั้น
ในครั้งนี้เราก็ได้ทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเครื่องกรองกระดาษกันไปแล้ว หากคุณเริ่มสนใจ หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถโทรสอบถาม หรือปรึกษากับเราได้ครับ ทาง บริษัท เจไฟว์ เอ็กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต จำกัด เรามี วิศวกร และฝ่ายเทคนิค ที่สามารถให้คำปรึกษา และเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสมที่สุดครับ
ถังกรองทรายถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรักษาคุณภาพน้ำในสระว่ายน้ำให้สะอาดและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน จากบทความที่เราเคยนำมาฝากเกี่ยวกับประเภทของถังกรองสระว่ายน้ำไปนั้น ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับถังกรองทรายให้มากขึ้น เพื่อให้คุณเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากการติดตั้งระบบนี้
ถังกรองทรายสระว่ายน้ำเป็นระบบกรองที่ใช้ทรายพิเศษเป็นตัวกลางในการกรองสิ่งสกปรก เศษตะกอน และสารแขวนลอยต่าง ๆ ออกจากน้ำในสระว่ายน้ำ โดยทรายที่ใช้จะมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยดักจับสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำในสระมีความใสสะอาด และปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งาน
ในถังกรองทรายจะมีสารกรองทรายประกอบอยู่ ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำให้น้ำใสสะอาด กำจัดความขุ่น และปรับปรุงคุณภาพของน้ำให้มีความใสสะอาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ถังกรองทรายยังช่วยลดการใช้สารเคมีในการบำบัดน้ำ เนื่องจากสามารถกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์อื่นในระบบสระว่ายน้ำ เช่น ปั๊มน้ำและระบบท่อ เพราะช่วยลดการสะสมของตะกอนที่อาจก่อให้เกิดการอุดตัน
ถ้าหากคุณมีงบประมาณจำกัด อีกทั้งยังไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลบำรุงรักษาที่บ่อยนัก ถังกรองทรายถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะไม่จำเป็นต้องคอยดูแลหรือต้องคอยทำความสะอาดบ่อยเท่าเครื่องกรองประเภทอื่น ๆ และถึงแม้ว่าจะยังต้องทำความสะอาดเครื่องกรองอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่ง่ายมากในการล้างทำความสะอาดถังกรองทราย เพราะสามารถทำได้ด้วยการใช้งานฟังก์ชัน Backwash ผ่านมัลติพอร์ตวาล์วนั่นเอง อีกทั้งถังกรองทรายยังมีขนาดที่ให้คุณสามารถเลือกใช้งานร่วมกับสระว่ายน้ำได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำขนาดเล็กหรือสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ จึงถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจหากคุณกำลังมองหาผู้ช่วยในการดักจับสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
ประสิทธิภาพการกรองของถังกรองทรายอาจจะไม่เทียบเท่าเมื่อเทียบกับถังกรอง DE และถังกรองคาร์ททริจ นอกจากนี้ยังใช้ปริมาณน้ำเป็นจำนวนมากในขั้นตอนการ Backwash อีกด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านน้ำในระยะยาว และต้องมีการเติมน้ำใหม่เข้าสระบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการใช้งานสระหนัก ซึ่งถือเป็นอีกข้อสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกซื้อ
หลักการทำงานของถังกรองทรายประกอบไปด้วยการใช้หลักการให้น้ำไหลผ่านเข้าถัง ผ่านเข้าสู่ชั้นกรองจากทางด้านบน จากนั้นส่วนที่เป็นตัวกระจายน้ำจะกระจายน้ำให้ไหลผ่านตามชั้นทรายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อน้ำที่ผ่านการกรองลงมาถึงชั้นล่างสุด น้ำจะไหลกลับเข้าสู่ก้านกรองด้านล่างที่เรียกว่า Lateral เพื่อให้น้ำไหลผ่านกลับเข้าสู่ระบบท่อแล้วส่งน้ำกลับเข้าสู่ระบบฆ่าเชื้อโรคต่อไป
นอกจากนี้แล้ว การทำงานของถังกรองทรายสระว่ายน้ำยังมีอีกขั้นตอน นั่นก็คือ Backwash ซึ่งก็คือการล้างย้อนของเครื่องกรองเพื่อทำความสะอาดสารกรองนั่นเอง โดยการทำงานของฟังก์ชันนี้ก็คือการเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำเพื่อชะล้างเอาสิ่งสกปรกทิ้งออกไปจากเครื่องกรอง ถือว่าเป็นวิธีการทำความสะอาดที่ง่ายและสะดวกต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างยิ่ง
ถังกรองทรายที่มีการเติมทรายใหม่จะสามารถทำงานได้ดีและกรองสิ่งสกปรกได้ละเอียด แต่เมื่อมีการใช้งานเป็นเวลานาน ย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพของสารกรองเป็นปกติ สังเกตได้จากการที่ขอบเหลี่ยมของเม็ดทรายจะเริ่มสึกกร่อนอย่างช้า ๆ และเมื่อขอบเหลี่ยมหายไปจนกลายเป็นเพียงพื้นผิวเรียบ ๆ จะทำให้ไม่สามารถดักจับสิ่งใด ๆ ได้
นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการกรองจะค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ สุดท้ายเมื่อไม่มีขอบที่ขรุขระ ทรายจะเริ่มสกปรกมากขึ้น ในที่สุดก็จะส่งผลให้เครื่องกรองเริ่มอุดตันจนทำให้อัตราการไหลของน้ำลดลง และจะทำให้อัตราความดันภายในถังเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อตัวเครื่องได้ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตที่เกจวัดความดันของเครื่องกรอง เพื่อดูสถานะแรงดันของตัวถัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่จะ Backwash ได้แล้วหรือยังนั่นเอง
หากคุณกำลังมองหาถังกรองทรายที่ตอบโจทย์การใช้งาน ทาง J5 Swimming Pool ขอแนะนำถังกรองทรายต่อไปนี้ให้เป็นผู้ช่วยการทำความสะอาดสระว่ายน้ำของคุณ
เครื่องกรองทราย Micron Commercial Fiberglass Side Mount เป็นเครื่องกรองทรายขนาดใหญ่รุ่นพรีเมียม มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่จะยกระดับมาตรฐานการกรองน้ำในสระว่ายน้ำของคุณ ด้วยเทคโนโลยีการกรองแบบหลายชั้นที่ทันสมัย ให้น้ำใสสะอาดปราศจากตะกอนและสิ่งปนเปื้อน เหมาะสำหรับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ เช่น สระว่ายน้ำโรงแรมหรือรีสอร์ต
เครื่องกรองทราย SwimPro VL-Series ผลิตภายใต้มาตรฐาน HAYWARD โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการขึ้นรูปพอลิเมอร์พิเศษ ที่เพิ่มความทนทานและอายุการใช้งานยาวนาน นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมอัตราการไหลที่สมดุล พร้อมตัวกระจายน้ำด้านบนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ Backwash ทำให้น้ำกระจายผ่านชั้นกรองทรายได้อย่างทั่วถึง
เครื่องกรองทราย Swim Series จาก HAYWARD มอบประสิทธิภาพสูงในราคาคุ้มค่า ผลิตจากโพลีเมอร์คุณภาพสูงเพื่อความทนทาน พร้อมตัวกระจายน้ำด้านบนที่ให้อัตราการไหลสมดุล นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย Vari-flo Valve สำหรับควบคุมการทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและว่องไว
เครื่องกรองทราย ProSeries Plus Side Mount จาก HAYWARD เป็นเครื่องกรองทรายที่เลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดี จึงสามารถใช้กับสระกรองน้ำได้ทุกรูปแบบ ที่สำคัญสามารถใช้งานได้ยาวนาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังออกแบบให้ควบคุมฟังก์ชั่นผ่านมัลติพอร์ตวาล์วได้ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น
สำหรับวันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับ เครื่องกรองหรือถังกรองสระว่ายน้ำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สระว่ายน้ำที่สำคัญที่สุดในระบบหมุนเวียนน้ำนั่นเอง
ถ้าพูดถึง เครื่องกรองหรือถังกรองสระว่ายน้ำ หลาย ๆ คนคงต้องเคยเห็นผ่าน ๆ กันมาบ้างแล้ว ดังนั้นเราจะพาไปรู้จักกับเครื่องกรองสระว่ายน้ำกันเลยดีกว่า สำหรับเครื่องกรองสระว่ายน้ำ ที่นิยมใช้กันในระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลักนั่นเอง นั่นก็คือ เครื่องกรองทราย (Sand Filter) เครื่องกรองผ้า (D.E. Filter) และเครื่องกรองกระดาษ (Cartridge Filter)
ซึ่งก็จะมีปัจจัยมากมาย ที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็น ราคา และประสิทธิภาพการกรอง รวมไปถึงการเลือก ประเภท และขนาดเครื่องกรองหรือถังกรองสระว่ายน้ำให้มีความเหมาะสมกับปั๊มสระว่ายน้ำอีกด้วย เพราะถ้าหากว่าปั๊มสระว่ายน้ำ และเครื่องกรองสระว่ายน้ำที่ใช้ไม่มีความเหมาะสมกับขนาดสระว่ายน้ำของคุณ ก็อาจจะส่งผลทำให้ไม่สามารถกรองได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ดังนั้น ก่อนที่คุณจะเลือกเครื่องกรองสระว่ายน้ำ แนะนำว่าคุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีปั๊มสระว่ายน้ำที่มีขนาดเหมาะสมแล้วหรือไม่?
ลักษณะของถังกรองสระว่ายน้ำแต่ละประเภท
ก่อนที่เราจะสามารถเปรียบเทียบ เครื่องกรองสระว่ายน้ำ แต่ละประเภทได้นั้น เราต้องมาทำความรู้จักกับความสามารถ และรายละเอียดของแต่ละประเภทว่ากันก่อน อันดับแรกควรต้องทำความเข้าใจถึงประสิทธิภาพการกรองกันก่อน ซึ่งก็จะสัมพันธ์กับขนาดไมครอนนั่นเอง
หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินคำว่า ไมครอน หรือบางครั้งคุณอาจเคยเห็นคำนี้ผ่าน ๆ กันมาบ้างแล้ว ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่า ไมครอน คืออะไร ?
ถ้าพูดถึง เครื่องกรองหรือถังกรองสระว่ายน้ำแต่ละประเภทแล้ว การกรองจะสามารถกำจัดอนุภาคสิ่งสกปรกที่ปะปนอยู่ในน้ำได้ในขนาดของไมครอนที่แตกต่างกัน หากนึกภาพไม่ออกว่ามันเล็กแค่ไหน ? ให้คุณลองสังเกตจากเส้นผมของคุณดูได้ครับ
เส้นผมของมนุษย์นั้นโดยปกติจะมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 50 ไมครอน ยังเป็นขนาดของอนุภาคที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้อยู่ ซึ่งขนาดของอนุภาคที่เล็กสุดที่มนุษย์จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั่นคือ 40 ไมครอน นั่นหมายความว่าสิ่งปนเปื้อนที่มีขนาดเล็กกว่า 40 ไมครอนถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถมองเห็นได้ แต่มันก็ยังสามารถถูกกรองออกจากน้ำได้ ถ้าหากตัวกรองนั้นเป็นวัสดุที่สามารถกรอง อนุภาคเล็ก ๆ เหล่านั้นได้ มันก็จะไปสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของเครื่องกรองสระว่ายน้ำแต่ละประเภทนั่นเอง
ตัวอย่างขนาดอนุภาค
อนุภาค | ขนาด |
เมล็ดกาแฟ | 400 ไมครอน |
เกลือ | 120 ไมครอน |
เส้นผม | 50 ไมครอน |
ขีดจำกัดสายตามนุษย์ | 40 ไมครอน |
เชื้อรา | 30 ไมครอน |
เซลล์เม็ดเลือดขาว | 25 ไมครอน |
เซลล์เม็ดเลือดแดง | 8 ไมครอน |
แบคทีเรีย | 2 ไมครอน |
ประเภทของถังกรองสระว่ายน้ำ
แล้ว เครื่องกรองสำหรับสระว่ายน้ำ แต่ละประเภท มีความแตกต่าง รวมไปถึงข้อดี ข้อเสีย และการใช้งานกันอย่างไร วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับเครื่องกรองแต่ละประเภทกันนะครับ
อย่างที่หลาย ๆ คนทราบกันว่า เครื่องกรองหรือถังกรองสระว่ายน้ำ โดยหลักๆ แล้วจะมีด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่
1. เครื่องกรองทราย (Sand Filter)
2. เครื่องกรองคาร์ทริดจ์ (Cartridge Filter)
3. เครื่องกรองแบบใช้ผงกรอง หรือเครื่องกรองผ้า (D.E. Filter)
ซึ่งราคาและประสิทธิภาพการกรองของเครื่องกรองสระว่ายน้ำแต่ละประเภทนั้นก็จะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความต้องการ และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
1. เครื่องกรองทราย (Sand Filter)
หากคุณมีงบประมาณจำกัด และไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลบำรุงรักษา เครื่องกรองทรายถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในบรรดาเครื่องกรองสระว่ายน้ำทั้ง 3 ประเภท อีกทั้งยังเหมาะสำหรับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่อีกด้วย เป็นเครื่องกรองสระว่ายน้ำ ประเภทที่ใช้ทรายเป็นสารกรอง (Media) ในการกรองสิ่งสกปรกออกจากน้ำ
ประสิทธิภาพการกรองของเครื่องกรองทราย
เครื่องกรองทรายโดยทั่วไปแล้วจะมีประสิทธิภาพในการกรองสิ่งสกปรก หรืออนุภาคอยู่ที่ 30 ไมครอนขึ้นไป
* ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสารกรองที่ใช้อีกด้วย เนื่องจากถ้าหากใช้สารกรองอื่นนอกจากทราย ก็อาจจะมีคุณสมบัติของสารกรองนั้นๆเพิ่มเข้ามา และสารกรองบางชนิดนั้นยังสามารถกรองอนุภาคได้มากกว่าทรายก็ได้
2. เครื่องกรองคาร์ทริจ (Cartridge Filter)
เครื่องกรองคาร์ทริดจ์ หรือที่ในปัจจุบันนิยมเรียกกันว่าเครื่องกรองกระดาษ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเครื่องกรองประเภทนี้จะมีราคาที่สูง กว่าเครื่องกรองทรายเล็กน้อยก็ตาม แต่เครื่องกรองกระดาษนั้นสะดวก และง่ายต่อการใช้งานมากกว่า รวมถึงประสิทธิกาพในการกรองยังสูงกว่าด้วย แต่ถังกรองประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะใช้กับสระว่ายน้ำที่มีขนาดใหญ่มากนัก
ประสิทธิภาพการกรองของเครื่องกรองคาร์ทริดจ์
เครื่องกรองคาร์ทริดจ์โดยทั่วไปแล้วจะมีประสิทธิภาพในการกรองสิ่งสกปรก หรืออนุภาคอยู่ที่ 20 – 30 ไมครอน แต่มีข้อดีกว่าเครื่องกรองทรายตรงที่ สะดวกและง่ายต่อการ ติดตั้งและถอดล้างมากกว่า
3. เครื่องกรองแบบใช้ผงกรองหรือเครื่องกรองผ้า (D.E. Filter)
เครื่องกรองชนิดใช้ผงกรอง DE Filter หรือที่ในปัจจุบันรู้จักกันว่าเครื่องกรองแบบถังกรองผ้าเนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการเป็นที่อยู่ของผงกรองนั้น มีลักษณะเป็นผ้านั่นเอง ถือว่าเป็นเครื่องกรองประเภทที่สามารถกรองอนุภาคได้ที่ขนาดเล็กที่สุดจากทั้งสามประเภท แต่ก็เป็นเครื่องกรองที่มีราคาสูงมากที่สุดเช่นกัน
ประสิทธิภาพการกรองของเครื่องกรองแบบใช้ผงกรอง
เครื่องกรองแบบใช้ผงกรองโดยทั่วไปแล้วจะมีประสิทธิภาพในการกรองสิ่งสกปรก หรืออนุภาคอยู่ที่ 5 ไมครอน แต่เฉพาะในกรณีที่ใช้งานร่วมกับผงกรอง DE เท่านั้น เพราะถ้าหากไม่ใส่ผงกรองลงไปด้วย ก็จะไม่สามารถกรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากบทความที่ได้เอามาฝากกันในครั้งนี้ อาจจะทำให้หลาย ๆ คนรู้จักกับเครื่องกรองหรือถังกรองสระว่ายน้ำกันไปพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตามการจะเลือกใช้เครื่องกรองสระว่ายน้ำ แนะนำว่าควรเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับปั๊มสระว่ายน้ำ รวมถึงจะต้องเหมาะสมกับขนาดสระว่ายน้ำของคุณด้วย เพราะถ้าหากไม่เลือกให้มีความเหมาะสม ก็อาจจะส่งผลทำให้ระบบกรองหมุนเวียนน้ำของคุณไม่สามารถกรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ก่อนที่คุณจะเลือกเครื่องกรองสระว่ายน้ำควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีปั๊มสระว่ายน้ำที่มีขนาดเหมาะสมแล้วหรือไม่ แต่หากยังไม่มั่นใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ ทางเรามีทีมงานพร้อมให้คำปรึกษา และพร้อมช่วยเหลือคุณเพื่อให้สระว่ายน้ำของคุณจะมีอุปกรณ์สระว่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และในบทความครั้งหน้าเราจะพาไปทำความรู้จักกับเครื่องกรองสระว่ายน้ำแต่ละประเภทให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นกันครับ
ในบทความก่อนหน้าที่เราได้ไปทำความรู้จักกับไฟใต้น้ำแต่ละประเภทกันคร่าว ๆ แล้ว สำหรับครั้งนี้เราจะไปทำความรู้จักกับไฟใต้น้ำแบบแปะผนังให้ละเอียดยิ่งขึ้น
ไฟใต้น้ำ แบบแปะผนัง ที่เราเรียกกันว่าแปะผนัง เนื่องมากจากว่าไฟประเภทนี้ใช้การติดตั้งแบบแปพ หรือยึดเข้ากับผนังสระเลยนั่นเอง โดยทั่วไปแล้วไฟใต้น้ำประเภทนี้จะมีลักษณะคล้ายกับประเภทแขวนผนัง นั่นก็คือ บอดี้ด้านหน้าของดวงโคมจะนู้นออกมาเล็กน้อย แต่ลักษณะการติดตั้งจะแตกต่างกัน ตรงส่วนของขอบไฟ จะมีลักษณะเรียบ เมื่อติดตั้งเสร็จไฟใต้น้ำจะเรียบเสมอไปกับผนังสระ และเนื่องจากเป็นลักษณะที่เรียบเสมอไปกับผนังสระทำให้ไม่สามารถพันเก็บสายไฟไว้ด้านหลังได้
ในปัจจุบัน “ไฟใต้น้ำแบบแปะผนัง (Flat Type)” เป็นที่นิยมอย่างมากในงานสระว่ายน้ำ เนื่องจากมีรุ่น และรูปแบบใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างไฟสระว่ายน้ำรุ่นที่เป็นสินค้ายอดนิยมอย่า ดวงไฟไฟใต้น้ำ แบบ Slim ที่มีความหนาเพียง 8 มม. เท่านั้น อีกทั้งกรอบดวงโคม ยังใช้วัสดุสแตนเลสสตีล S/S316 ที่ทำให้เหมาะกับสระว่ายน้ำระบบเกลือได้อีกด้วย
การติดตั้ง ไฟใต้น้ำ แบบแปะผนัง
สำหรับการติดตั้งของไฟใต้น้ำประเภทนี้จะเป็นลักษณะ ใช้การยึดกรอบของดวงโคมไฟเข้ากับผนัง ด้วยการยึดน๊อตให้ติดกับผนังตามตำแหน่งแนวท่อไฟที่ได้วางไว้ได้เลย แต่ควรกะระยะของรูยึดน๊อตให้พอดีก่อนด้วยนะครับ
ในปัจจุบันนั้น ดวงไฟใต้น้ำรุ่นใหม่ๆ ที่มีออกมาในตลาดอุปกรณ์สระว่ายน้ำ จะเป็นหลอดไฟแบบ “LED ประเภท SMD” ที่มีคุณสมบัติในการประหยัดพลังงาน และยังให้แสงที่สว่างกว่า หลอดฮาโลเจน มาก เมื่อเทียบกำลังวัตต์กับหลอดไฟแบบเดิม และยังมีสีของแสงสว่างที่ออกมาให้เลือกได้มากกว่าอีกด้วย
ลักษณะการให้แสงสว่างของ ไฟใต้น้ำ แบบแปะผนัง
ไฟใต้น้ำ แบบแปะผนัง จะมีลักษณะการให้แสงของดวงไฟ ค้ลายๆ กับไฟใต้น้ำแบบแขวนผนัง โดยทำมุมประมาณ 120 องศา ของดวงโคม แสงที่ออกมาจะมีลักษณะฟุ้งกระจายตามหน้าเลนส์ของดวงโคม เป็นรัศมีครึ่งวงกลมโดยประมาณ ระยะที่แสงดวงโคมจะไปถึงจะอยู่ที่ 3 – 5 เมตร ตามแต่กำลังวัตต์ของไฟใต้น้ำแต่ละดวง
ข้อควรระวังในการติดตั้ง ไฟใต้น้ำ แบบแปะผนัง
การติดตั้ง ไฟใต้น้ำ ประเภทนี้ โดยทั่วไปแล้วจะแนะนำให้ติดตั้งกล่อง Junction Box ไว้ที่ริมสระว่ายน้ำเสมอ เพื่อให้สามารถง่ายต่อการ บำรุงรักษา หรือเปลี่ยนดวงโคมไฟใต้น้ำ สาเหตุที่จำเป็นต้องติดตั้ง Junction Box เพราะว่าไฟใต้น้ำประเภทนี้ไม่สามารถพันเก็บสายไฟด้านหลังได้ ทำให้เมื่อต้องตัด/ต่อ สายไฟเพื่อเปลี่ยนดวงโคม อาจะทำให้เกิดการรั่ว และทำให้น้ำไหลย้อนไปทางสายไฟ จนทำให้เกิดชำรุดได้ครับ
เพียงแค่เท่านี้คุณก็สามารถเลือกใช้งานไฟประเภทต่างๆให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเตรียมพื้นที่สำหรับการติดตั้งได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้การติดตั้งอุปกรณ์ที่เป็นไฟฟ้า ต้องคำนึงว่าควรติดตั้งโดยผู้ที่มีความชำนาญ หรือมีใบรับรองอนุญาตเท่านั้น ถ้าหากสนใจไฟใต้น้ำสามารถติดต่อเพื่อสอบถามเราได้เลยครับ เราเป็นผู้จัดจำหน่าย และนำเข้าไฟใต้น้ำ สำรับสระว่ายน้ำที่มีให้เลือกมากมาย และยังมีทีมงานพร้อมให้คำปรึกษา รวมถึงให้บริการงานติดตั้งด้วยครับ
ในบทความก่อนหน้าที่เราได้ไปทำความรู้จักกับไฟใต้น้ำแต่ละประเภทกันคร่าว ๆ แล้ว สำหรับครั้งนี้เราจะไปทำความรู้จักกับ ไฟใต้น้ำ แบบแขวนผนังให้ละเอียดยิ่งขึ้น
ไฟใต้น้ำ แบบแขวนผนัง หรือที่หลายๆคนเรียกกันว่า “ไฟใต้น้ำแบบซาลาเปา” เหตุผลที่หลายๆคนเรียกกันด้วยชื่อนี้ ก็เพราะว่าลักษณะของมันที่ตรงตามชื่อของมันเลย คือโดยทั่วไปแล้ว บอดี้ด้านหน้าของดวงโคมจะนูนออกมาเล็กน้อย ประมาณ 3 – 5 ซม. เพื่อให้ด้านหลังของดวงโคมนั่นสามารถใช้พันเก็บสายไฟที่มาพร้อมกับดวงโคมไว้ด้านหลังได้ (ตามปกติทั่วไปแล้ว สายไฟที่มากับดวงโคม จะมีความยาวประมาณ 4 ม.)
การติดตั้ง ไฟใต้น้ำ แบบแขวนผนัง
ในส่วนของการติดตั้งดวงไฟใต้น้ำแบบแขวนนั้น ทำได้ง่ายมากครับ เพียงคุณยึดก้านหลังไฟใต้น้ำ ที่มาพร้อมกับดวงโคม เอาไว้ที่ผนังสระว่ายน้ำ พร้อมเจาะยึดด้วยน็อตสแตนเลส ตามตำแหน่งแนวท่อไฟที่ได้วางไว้ *แนะนำว่าควรติดก้านหลังไฟให้เยื้องกับตำแหน่งแนวท่อเล็กน้อย เพื่อให้เก็บม้วนสายไฟใต้น้ำส่วนที่เหลือไว้ที่ด้านหลังดวงโคมได้สะดวก จากนั้นเกี่ยวตัวเบ้าดวงโคมไว้กับก้านหลังไฟใต้น้ำ และยึดด้วยน็อตสแตนเลส ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ด้วยลักษณะที่กล่าวมาจึงได้ชื่อว่าไฟใต้น้ำแบบแขวนนั่นเองครับ
หลอดไฟแบบที่นิยมใช้กับ ไฟใต้น้ำ ประเภทนี้ ถ้าหากเป็นดวงโคมไฟใต้น้ำแบบแขวนรุ่นเก่าๆ จะใช้หลอดไฟแบบ“ฮาโลเจน” ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากมีการกินกระแสไฟมาก และดวงไฟยังมีความร้อนสูงมากในขณะที่เปิดใช้งาน จนอาจทำให้ตัวหลอดไฟขาดได้ง่าย เป็นสาเหตุทำให้ต้องเปลี่ยนหลอดไฟบ่อยครั้งจึงไม่เป็นที่นิยม
ส่วนในปัจจุบันดวงไฟใต้น้ำรุ่นใหม่ๆ ที่มีความนิยม จะเป็นหลอดไฟแบบ “LED ประเภท SMD” ที่มีคุณสมบัติประหยัดพลังงาน และยังให้แสงที่สว่างกว่ามาก เมื่อเทียบกำลังวัตต์กับหลอดไฟแบบเดิม และยังมีสีของแสงสว่างที่ออกมาให้เลือกได้มากกว่าอีกด้วย
ไฟใต้น้ำ แบบแขวนผนัง จะมีลักษณะการให้แสงของดวงไฟ โดยทำมุมประมาณ 120 องศา ของดวงโคม แสงที่ออกมาจะมีลักษณะฟุ้งกระจายตามหน้าเลนส์ของดวงโคม เป็นรัศมีครึ่งวงกลมโดยประมาณ ระยะที่แสงดวงโคมจะไปถึงจะอยู่ที่ 3 – 5 เมตร ตามแต่กำลังวัตต์ของไฟใต้น้ำแต่ละดวง
ข้อควรระวังในการติดตั้ง ไฟใต้น้ำ แบบแขวนผนัง
สำหรับการติดตั้ง ไฟใต้น้ำ แบบแขวนนั้นควรให้ระยะห่างระหว่างดวงโคมอยู่ที่ 4 – 6 เมตร เพื่อให้มีพื้นที่ แสงตกกระทบครอบคลุมทั่วถึงทั้งสระว่ายน้ำ
เพียงแค่เท่านี้คุณก็สามารถเลือกใช้งานไฟประเภทต่างๆให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเตรียมพื้นที่สำหรับการติดตั้งได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่ทั้งนี้การติดตั้งอุปกรณ์ที่เป็นไฟฟ้า ต้องคำนึงว่าควรติดตั้งโดยผู้ที่มีความชำนาญ หรือมีใบรับรองอนุญาตเท่านั้น ถ้าหากสนใจไฟใต้น้ำสามารถติดต่อเพื่อสอบถามเราได้เลยครับ เราเป็นผู้จัดจำหน่าย และนำเข้าไฟใต้น้ำ สำรับสระว่ายน้ำที่มีให้เลือกมากมาย และยังมีทีมงานพร้อมให้คำปรึกษา รวมถึงให้บริการงานติดตั้งด้วยครับ
หากคุณต้องการให้สระว่ายน้ำของคุณมีความสวยงาม และมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือ “ไฟใต้น้ำ” ที่ช่วยทำให้สระว่ายน้ำของคุณสว่างไสวยามค่ำคืน เพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศ น่าหลงใหล ยามค่ำคืน และเพิ่มสีสันให้การปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
แล้วรู้กันหรือไม่ว่า ไฟใต้น้ำสำหรับการใช้งานกับสระว่ายน้ำโดยทั่วไป สามารถแบ่งได้เป็นกี่ประเภท หลายๆ คนก็อาจจะรู้กันมาบ้างแล้ว แต่ก็อาจะมีบางคนที่ยังไม่รู้ว่า ไฟใต้น้ำในปัจจุบันมีด้วยกันอยู่ 4 ประเภท โดยจำแนกตามการติดตั้ง และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับไฟใต้น้ำทั้ง 4 ประเภทกันครับ
ไฟใต้น้ำ ประเภทแรก เชื่อว่าหลายๆคนต้องเคยเห็นกันแน่อน เนื่องจากนิยมกันมาก ด้วยลักษณะการติดตั้งที่ง่าย และมีรูปลักษณ์ รวมถึงวัสดุให้เลือกหลากหลาย อีกทั้งยังง่ายและสะดวกมากในการดูแล หรือบำรุงรักษาอีกด้วย โดยสามารถถอดเปลี่ยน และม้วนเก็บสายไฟไว้ด้านหลังก็ได้อีกด้วย
จากบทความนี้เป็นเพียงบทความที่แนะนำถึงประเภทของไฟใต้น้ำเท่านั้น และในบทความครั้งหน้า จะพาไปทำความรู้จัก ถึงไฟใต้น้ำแต่ละประเภท ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ แต่หากต้องการทราบข้อมูลมากยิ่งขึ้น สามารถปรึกษาทางทีมงานของเราเพื่อให้คำปรึกษาสำหรับการเลือกไฟใต้น้ำที่เหมาะสมได้ดีที่สุดครับ
งานสถาปนิก’58 ในธีมงาน “ASA NEXT | ตัวตน คนไทย” ซึ่งเป็นแนวคิด เพื่อแสดงตัวตน และความเป็นเลิศทางด้านการออกแบบของสถาปนิกไทยในทุกสาขาวิชาชีพให้โลกได้รู้จัก โดยในงานนี้ บริษัท เจไฟว์ เอ็กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต จำกัด มีการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทางด้านอุปกรณ์สระว่ายน้ำ ที่หลากหลาย ในระดับนานาชาติ เพื่อมาร่วมแสดงให้ ผู้เข้าร่วมได้รู้จัก นวัตกรรมเหล่านี้มากยิ่งขึ้น
งานสัมมนาสินค้าแบรนด์ WATERCO ในหัวข้อ LIQUID OF LIFE ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท เจไฟว์ เอ็กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต จำกัด ร่วมกับ WATERCO แบรนด์ชั้นนำจากออสเตรเลีย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้เข้าร่วมสัมนาด้วยกันและผู้เข้าร่วมสัมนากับวิทยากรผู้ให้ความรู้ ซึ่งได้รับเกียรติจากทางผู้ผลิตโดยตรง
First HAYWARD Product Seminar ครั้งแรกสำหรับการจัดสัมนาแบรนด์ HAYWARD ในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท เจไฟว์ เอ็กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต จำกัด เพื่อให้ตัวแทนจากทั่วประเทศไทยได้รู้จากอุปกรณ์สระว่ายน้ำ ของ HAYWARD แบรนด์ระดับชั้นนำในตลาดอุปกรณ์สระว่ายน้ำ จากประเทศ สหรัฐอเมริกา มากยิ่งขึ้น การจัดสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากทางผู้ผลิตมาเป็นวิทยากรเพื่อบรรยายและให้ความรู้ ด้วยตัวเอง
งานสถาปนิก 59 ภายใต้แนวคิด “ASA Back to Basic | อาษาสู่สามัญ” โดยในงานนี้ทางบริษัท เจไฟว์ เอ็กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต จำกัด ได้เข้าเข้าร่วมในโครงการนี้เพื่อนำเสนอ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์อุปกรณ์สระว่ายน้ำ ใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้ที่มาเข้าร่วมได้รับความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี สำหรับสระว่ายน้ำได้มากยิ่งขึ้น และภายในงานยังมีการให้คำแนะนำสำหรับ ผู้ที่ต้องการสร้างสระว่ายน้ำ หรือวางแผนในการสร้างสระว่ายน้ำด้วย
การสร้างสระว่ายน้ำไว้ในบ้านของตัวเองนอกจาก ความสวยงามของดีไซน์ อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันที่จะทำให้สระว่ายน้ำของคุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีน้ำที่ใสสะอาดคือ การเลือกอุปกรณ์สระว่ายน้ำ ซึ่งอุปกรณ์หลักๆในสระว่ายน้ำมีดังนี้
1. ปั๊มน้ำ ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดเพราะปั๊มจะทำหน้าที่ในการนำน้ำเข้าสู่กระบวนการบำบัดน้ำในสระของคุณ โดยส่วนประกอบของปั๊มจะประกอบไปด้วย เสื้อ/ตัวเรือนปั๊ม, มอเตอร์ปั๊ม, Mechanical Seal, ใบพัดปั๊ม, ฐานรองตัวปั๊ม
การเลือกขนาดปั๊มให้เหมาะสมกับขนาดสระ สิ่งที่ควรรู้ในการเลือกปั๊มให้เหมาะสม
= กว้าง (m) x ยาว(m) x ลึก(m) เช่น 3 x 6 x 1.5 เมตร = 27 ลบ.ม (m³)
|
จากตัวอย่างด้านบน ปริมาตาน้ำของสระคือ 27 m³ เพราะฉะนั้น 27 m³ / 6 hr = 4.5 m³/hr หมายถึง Flowrate ของปั๊มที่จะเลือกใช้ที่เหมาะสมจะต้องอยู่ที่ 4.5 m³/hr เป็นต้น
2. เครื่องกรองสระว่ายน้ำ มีหน้าที่ช่วยกรองสิ่งสกปรกที่ตกค้างในสระน้ำไม่ให้ผ่านไปยังขั้นต่อไปและทำให้น้ำสะอาดใส ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของถังกรองได้ ออกเป็น 3 แบบ คือ ถังกรองทราย (Sand Filter) / ถังกรองผ้า ( D.E. Filter) และถังกรองกระดาษ ( Cartridge Filter)
สำหรับวิธีการเลือกเครื่องกรองแต่ละประเภท CLICK ที่นี่
![]() เครื่องกรองทราย | ![]() เครื่องกรองผ้า | ![]() เครื่องกรองไส้จีบ |
3. ระบบฆ่าเชื้อโรค หลังจากที่น้ำผ่านกระบวนการการกรองเบื้องต้นแล้ว เพื่อให้น้ำในสระของคุณสระอาดขึ้นไปอีกขั้น เราจำเป็นต้องมีระบบฆ่าเชื้อโรคเพื่อให้เราเล่นน้ำได้อย่างมั่นใจว่าจะไม่มีเชื้อโรคมาเกาะตามผิวหนังเราให้ต้องกังวล ปัจจุบันระบบฆ่าเชื้อโรคในสระแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
ระบบคลอรีน เป็นการใช้สารเคมี (คลอรีน) เพื่อเป็นการฆ่าเชื่อโรคต่างๆในสระว่ายน้ำ ให้น้ำกลับมาใสสะอาด โดยผ่านกระบวนการทางเคมีต่างๆ
ข้อดี | ข้อเสีย |
ใช้ฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย และจุลินทรีย์ในน้ำ | มีกลิ่นรุนแรง |
ราคาถูก หาซื้อง่าย | มีสารตกค้าง อาจทำให้ผิวละคายเคียง |
ขั้นตอนในการใช้งานง่าย | อาจเกิดการอักเสบที่ดวงตา |
ระบบเกลือ เป็นระบบที่สร้างคลอรีนจากเกลือ โดยผ่านกระแสไฟฟ้าเพื่อสะลายสารเกลือที่เรียกว่า “Electrolysis” เพื่อที่จะสลายพันธะของเกลือและทำการสร้างคลอรีน (โซเดียมไฮโปรคลอไรด์) เพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำ
ข้อดี | ข้อเสีย |
น้ำในสระไม่ทำให้ผิวและตาเกิดการระคายเคือง | ราคาอุปกรณ์ที่สูง |
ราคาเกลือถูกกว่าสารคลอรีน | น้ำมีรสชาติกร่อย |
สะดวกในการใช้งานเพราะเป็นระบบอัตโนมัติ | อาจต้องเทน้ำบ่อยถ้าต้องการความเข้มข้นของเกลือสูง |
ติดตั้งง่ายสามารถใช้กับสระว่ายน้ำที่มีอยู่แล้ว |
ระบบ UV เป็นระบบที่ใช้รังสี UV เพื่อทำการฆ่าเชื้อโรคโดยผ่านเครื่องผลิต UV ซึ่งกระบวนการในฆ่าเชื้อคือการนำน้ำเข้าสู่เครื่องผลิตแสง UV แล้วทำการยิงแสงไปยังน้ำเพื่อทำการฆ่าเชื้อแล้วนำน้ำดังกล่าวออกเพื่อใช้ต่อไป
ข้อดี | ข้อเสีย |
ฆ่าเชื้อโรคได้ดี | ราคาแพง มีขนาดใหญ่ ใช้ปริมาณน้ำเยอะ |
กำจัดคลอรีนเสียในน้ำได้ดี | ต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการดูแลระบบ |
ฆ่าเชื่อโรคบางชนิดที่ระบบโอโซนฆ่าไม่ได้ | เหมาะกับระบบปิด |
ไม่มีเคมีหลงเหลือในระบบ | ต้องใช้ร่วมกับคลอรีน |
ระบบ OZONE เป็นการฆ่าเชื้อโดยการใช้ก๊าซโอโซนโดยผ่านเครื่องผลิตโอโซน ที่ดึงอากาศจากธรรมชาติเข้าสู่เครื่องโอโซน เพื่อทำปฏิกิริยาในลักษณะของฟ้าผ่า โดยมีการผสมผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยปราศจากสารเคมีหลงเหลือในสระ
ข้อดี | ข้อเสีย |
ฆ่าเชื้อโรคได้เร็วกว่าคลอรีน 3,125 เท่า | ราคาสูงกว่าระบอื่นๆ |
ฆ่าเชื่อโรคได้หลายชนิด | ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งและดูแลระบบรวมถึใช้พื้นที่ติดตั้งเยอะ |
มั่นใจว่าได้ว่าน้ำที่ผ่านโอโซนปลอดจากเชื้อโรค | ต้องใช้คลอรีนร่วมในการฆ่าเชื้อ |
ไม่มีเคมีหลงเหลือในระบบ | |
ใช้อากาศในการแยกก๊าซเพื่อฆ่าเชื้อโรค |
สำหรับทั้ง 3 องค์ประกอบที่จะช่วยให้สระว่ายน้ำของท่านใสสะอาด จะเห็นกันได้ชัดเลยว่าใน 1 สระนั้นจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งทั้ง 3 สิ่งที่กล่าวไว้เบื้องต้นก็ล้วนแล้วแต่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพของน้ำที่ดี ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็อาจจะทำให้ระบบบำบัดสระว่ายน้ำของท่านขาดสมดุลได้ แต่ทางแอดมินแนะนำว่าถ้าหากต้องการข้อมูลความรู้ด้านอุปกรณ์ที่ไว้ใจและถูกต้อง แนะนำที่ J5 บริษัทที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดจำหน่ายสินค้าด้านสระว่ายน้ำ มายาวนานกว่า 20 ปี มีทีมที่คอยให้บริการด้านข้อมูล และ มีทีมงานฝ่ายเทคนิคให้คำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างดี
ในปัจจุบันเทคโนโลยีการกรองน้ำให้ใสสะอาดได้มีการพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสารกรองต่างๆได้ถูกพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น วันนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับ Filter Media กันมากยิ่งขึ้น
Sand หรือ ทราย เป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ 100% เป็นสารกรองที่ความสามารถในการกรองละเอียด ตั้งแต่ 25 ไมครอน ขึ้นไป และมีขนาด ตั้งแต่ 0.3 มิลลิเมตร – 40 มิลลิเมตร สำหรับการกรองเพื่อสระว่ายน้ำ ควรจะใช้ความละเอียดของทรายขนาด 0.5 มิลลิเมตร – 0.8 มิลลิเมตร ซึ่งจะสามารถกรองตะกอน หรือ สิ่งสกปรกต่างๆ ได้อย่างดี ขนาดของทรายก็มีหลากหลายขนาดผสมกันภายในถัง ซึ่งในถังกรองมักจะใช้ทราย 2 แบบ คือ แบบทรายละเอียด และ แบบทรายหยาบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองหรือดักจับสิ่งสกปรกเพิ่มมากขึ้น
คุณสมบัติและข้อดีของ Sand หรือ ทราย
– สามารถกรองสิ่งสกปรกได้ถึง 25 ไมครอน
– ราคาประหยัด หาซื้อง่าย และนิยมใช้กันมาก
– สามารถใช้ได้กับทุกสระว่ายน้ำ
สารกรองแก้วหรือ Glass Peals ทำมาจากแก้วบริสุทธิ์ 100% เป็นสารกรองที่สามารถกรองให้น้ำใสอย่างเป็นธรรมชาติได้มากที่สุดใน 4 อย่างที่นำมา ( 1.Sand หรือ ทราย 2. สารกรองแก้วหรือ Glass Peals 3. สารกรอง ZeoPlus และ 4. สารกรองชีวภาพ หรือ Bio-Mec ) ด้วยรูปทรงที่มีลักษณะกลม ช่วยให้มีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานต่ำและยังช่วยให้ไม่ต้องทำการล้าง หรือ Back wash บ่อยได้อีกด้วย และถ้าหากเกิดความผิดปกติ เช่น มีการรั่วไหลของสารกรองลงไปในสระว่ายน้ำ Glass Peals จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่สัมผัสเพราะรูปทรงที่เป็นทรงกลมจึงไม่เกิดการบาดเจ็บนั้นเอง
คุณสมบัติและข้อดีของ Glass Peals
– มีขนาดเล็ก 0.6 มิลลิเมตร ถึง 0.8 มิลลิเมตร ซึ่งช่วงขนาดที่เล็กและแคบจะช่วยให้การกรองนั้นละเอียดมากขึ้น
– ลดการ Back Wash ให้น้อยลง
– สามารถกรองได้ละเอียด ถึง 3 ไมครอน ซึ่งผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการแล้วว่ากรองได้อนุภาคที่ละเอียดและมีมาตรฐานเดียวกันกับมาตรฐานน้ำดื่มในประเทศออสเตรเลีย
– ประหยัดน้ำและเวลาในการทำ Back Wash ได้มากถึง 20 % ถ้าเทียบกับการใช้ทรายเป็นสารกรอง
– เนื่องจากลักษณะที่กลมไม่มีเหลี่ยมจึงลดปัญหาเรื่องการบาดเจ็บเมื่อต้องทำการบริการหรือซ่อมแซม
สารกรอง ZeoPlus เป็นหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งสามารถพบเจอได้ในพื้นที่ที่มีการระเบิดของภูเขาไฟ ตัวโครงสร้างของ ZeoPlus จะมีลักษณะรูพรุนซึ่งสามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่เล็กได้อีก 1 ขั้น และมีคุณสมบัติในการกำจัด “แอมโมเนีย (Ammonia : NH3) ” แอมโมเนีย เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ เช่น ขี้ปลา ใบไม้ เศษอาหารปลา เศษไม้ เป็นต้น ZeoPlus จะเป็นตัวช่วยปรับคุณภาพน้ำได้อย่างดี และเมื่อมีสารแอมโมเนีย เกาะกับ ZeoPlus จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี โดยการแปลงค่า Ph ที่เป็น กรดและด่างให้กลับมาเป็นค่ากลางหรือค่าปกติ รวมถึงมีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการกำจัดของเสียอีกด้วย
คุณสมบัติและข้อดีของ ZeoPlus
– สามารถกรองได้ละเอียดถึง 10 ไมครอน
– สามารถดักจับสารแขวนลอย ละอองฝุ่น ตะกอน
– สามารถดูดซึมแอมโมเนีย ลดคลอรีนในน้ำ ลดคราบสนิทเหล็ก ตะกรัน ลดกลิ่นคลอรีน
– ลดอาการระคายเคืองตา และผิวหนัง
– เหมาะอย่างมากสำหรับสระว่ายน้ำสปาและสระว่ายน้ำสำหรับบำบัด
สารกรองชีวภาพ หรือ Bio-Mec เป็นสารกรองทางชีวภาพที่มีลักษณะเป็นเม็ดพลาสติก ที่เหมาะสำหรับการใช้กับบ่อปลาได้รับการถูกออกแบบมาอย่างดีจากทางวิศวกรรม Bio-mec นับว่าเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดสารพิษอย่าง แอมโมเนีย และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นไนไตรต์ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนให้เป็นไนเตรตซึ่งเป็นอาหารของพืชน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็น “วัฏจักรไนโตรเจน” โดยใช้แบตทีเรียที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และให้อาศัยอยู่ในสื่อกรองชีวภาพที่มีการสัมผัสกับอาหาร และออกซิเจนในปริมาณมาก
ข้อแนะนำ: ใช้ Bio-Mec ควบคู่กับ เครื่องกรองสำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ Aquabiome Filter
คุณสมบัติและข้อดีของBio-Me
– สูญเสียแรงดันที่ต่ำ
– สามารถกำจัดสารพิษอย่าง แอมโมเนีย ได้
– ปรับความสมดุลให้กับระบบนิเวศในน้ำ
การใช้สารกรองต่างๆล้วนแล้วเป็นการปรับสภาพของน้ำให้มีความสมดุลแล้วเอื้อต่อการใช้งานที่แตกต่างกันไปแต่สารกรองทุกอย่างต่างทำหน้าที่คล้ายกันคือทำให้น้ำใสสะอาด ในปัจจุบันมีการปนเปื้อนของสารพิษและมลภาวะต่างๆในน้ำ ที่ทำร้ายมนุษย์และสัตว์ จะดีกว่าไหมถ้าเราจะทำให้ระบบนิเวศในน้ำของเราให้กลับมาใสสะอาดและปลอดภัย โดยเริ่มต้นจากสารกรองที่แนะนำ ข้างต้น
หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมหรือรายละเอียดต่างๆสามารถ สอบถามได้ที่ J5 บริษัท นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สระว่ายน้ำครบวงจร หรือต้องการเข้ามาเยี่ยมชมห้องแสดงสินค้าสามารถสอบถามได้ ที่นี่ เพื่อลงทะเบียนเข้าชม
การเพาะเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำมีความจำเป็นไหมที่จะต้องใช้อุปกรณ์ในการกรองเพื่อน้ำที่ใสสะอาดปัญหานี้อาจจะมีความสงสัยสำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำ และหลายๆคนคงเคยชินกับภาพการเลี้ยงปลาที่มีสีของน้ำที่ขุ่นหรือไม่มีความใสสะอาดเลย วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับอุปกรณ์ที่จะช่วยให้น้ำในบ่อมีความใสสะอาดและยังคงความสมดุลให้กับระบบนิเวศน์ ด้วยเครื่องกรองน้ำสำหรับบ่อปลา (AquaBiome Filter) จาก Waterco แต่ก่อนจะไปทำความรู้จักเครื่องกรองน้ำสำหรับบ่อปลา เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นใต้น้ำก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
กระบวนการใต้น้ำที่เกิดขึ้นเราจะเรียกว่า กระบวนการแลกเปลี่ยนทางชีวภาพ หรือ “วัฏจักรไนโตรเจน” หลักการเกิดของวัฏจักรนี้ เกิดจากการขับถ่ายของเสียจากปลาหรืออาหารที่ปลากินไม่หมดตกลงสู่ใต้น้ำ ถูกการย่อยสลายโดยเชื้อราและแบคทีเรีย จึงเกิดเป็น แอมโมเนีย [NH3/NH4*] จากนั้นแอมโมเนียถูกทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จากแบคทีเรียที่ชื่อว่า Nitrosomonas เกิดเป็นไนไดรต์ (NO2¯ ) จากนั้น แบคทีเรียที่ชื่อว่า Nitrobacter จะทำปฎิกิริยาออกซิเดชั่นกับ ไนไตรต์ (NO2¯ ) เกิดเป็น ไนเตรต (NO3¯) ซึ่งไนเตรต (NO3¯) จะเป็นโปรตีนและถูกพืชนำไปเป็นอาหารต่อไป ซึ่งท้ายที่สุดปลาหรือสัตว์น้ำก็จะกินพืชเป็นอาหารและขับถ่ายออกมา จึงเกิดเป็น “วัฎจักรไนโตรเจน” นั้นเอง ซึ่งสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆตามภาพด้านล่าง
วัฏจักรไนโตรเจน
หลักการทำงานของเครื่อง Aquabiome
เมื่อน้ำถูกส่งไปยังเครื่องกรอง Aquabiome จะถูกสารกรอง Bio Mec ที่อยู่ภายในเครื่อง ทำการกรองสิ่งสกปกรกต่างๆไว้ หลังจากนั้น น้ำที่ผ่านการกรองจะถูกส่งไปยังถังกรองอีกถังเพื่อทำการกรองอีกครั้งเพื่อความใสสะอาด
Waterco ได้มีการพัฒนาถังกรอง Aquabiome ที่รวบรวมเทคโนโลยี AquaBiome ที่เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่จะทำให้การกรองน้ำให้มีความใสสะอาดมากขึ้น รวมถึงได้พัฒนาการกรองเชิงกล (Mechaniacl Filtration) ที่จะกำจัดสิ่งสกปกรกออกจากบ่อปลาโดยวัสดุผ่านทางช่องระหว่างสารกรอง อีกทั้งยังได้ใช้ Biological Filtration เป็นการกรองทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการจำกัด แอมโมเนีย ตามกลไกลของวัฎจักรไนโตรเจน
การใช้ Bio Mec เป็นสารกรอง
Bio Mac เป็นสารกรองสำหรับเครื่องกรองทรายที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สุด เพราะสารกรอง Bio Mac มีคุณสมบัติเป็นที่อยู่อาศัยของ สิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ด้วยลักษณะที่เป็นพลาสติกทรงกลมจึงทำให้มีพื้นที่ในการกรองละเอียด รวมถึงคุณสมบัติที่สามารถกำจัด แอมโมเนีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นด้วย
เครื่องกรองสำหรับบ่อปลาจากแบรนด์ Waterco ได้รับการออกแบบมาเพื่อการเพาะเลี้ยงปลาโดยเฉพาะ ซึ่งองค์ประกอบต่างๆที่บ่อปลาของท่านควรจะมี
มีดังนี้
กระบวนการในการทำงานของเครื่องกรองสำหรับบ่อปลามีดังนี้
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม :
ถังกรอง
หลักการใช้ถังกรอง 2 ใบ เนื่องจากถังกรองใบแรกนั้น จะมีหน้าที่กักเศษสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในตัวถังกรองสำหรับบ่อปลาจะมีสารกรอง Bio Mac ซึ่งก็จะทำการกำจัดแอมโมเนีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่น ส่วนถังใบที่ 2 จะทำหน้าที่กรองเศษสิ่งสกปรกที่อาจจะหลงเหลือจากถังใบที่ 1 และยังช่วยให้น้ำนั้นใสสะอาดเพิ่มมากขึ้น
ปั๊มน้ำ
ในกระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดจะสังเกตได้ว่าเราใช้ปั๊มน้ำเพียง 1 ตัวเท่านั้นในการส่งน้ำ เพราะว่าทาง Waterco ได้ทำการทดสอบมาแล้วว่า ปั๊มน้ำ 1 ตัวสามารถที่ส่งแรงดันน้ำไปได้จนครบกระบวนการ เพียงแต่ปั๊มจะต้องมีแรงดันน้ำที่มากพอ
เครื่องฆ่าเชื้อ
เนื่องจากในบางครั้งน้ำอาจมีการปนเปื้อนจากมลพิษต่าง ไม่ว่าจะทางอากาศ หรืออื่นๆ จึงต้องมีการฆ่าเชื่อเพื่อให้น้ำที่ออกไปไม่ทำร้ายปลาหรือสัตว์น้ำ แต่เครื่องฆ่าเชื่อ ( UV Sterilizer ) จะไม่ฆ่าแบคทีเรียที่จำเป็นต่อสัตว์น้ำ
ขั้นตอนในการกรองอาจจะซับซ้อนไปบ้างแต่เชื่อเถอะครับ ว่ารายละเอียดและขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วแต่จะทำให้น้ำและระบบนิเวศน์ใต้น้ำของบ่อปลาท่านมีความใสสะอาดและยังคงความสมดุลไว้อย่างดี ซึ่งระบบนิเวศน์ใต้น้ำนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับสัตว์น้ำแต่ความใสสะอาดของน้ำก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ดังนั้นถ้าทั้งสองส่วนเกิดขึ้นในกระบวนการเดียวกัน จะสามารถช่วยให้สัตว์น้ำเติบโตและสมบูรณ์แบบได้อย่างเต็มที และลดขั้นตอนในการกรองได้อย่างมาก
บริษัท J5 ผู้นำเข้าอุปกรณ์สระว่ายน้ำครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ให้ความสำคัญกับน้ำเป็นอย่างมากจึงพร้อมให้ความช่วย หรือ หากทุกท่านมีความสงสัย เรามีทีมงานที่พร้อมให้บริการด้านข้อมูลและคำแนะนำอย่างถูกต้อง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE หรือสามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าที่คลังสินค้าได้ บริษัทฯหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ “น้ำหรือสระว่ายน้ำ” ท่านนั้นดีและถูกต้องตามมาตรฐาน
หลายๆท่านที่มีสระว่ายน้ำ มักจะพบปัญหาเรื่องการบำรุงรักษาโดยเฉพาะถังกรองสระว่ายน้ำ ที่หลายๆท่านเหนื่อยในการ Back Wash และ สิ้นเปลืองทั้งเงินและน้ำ ที่จะต้องเสียไปกับการทำขั้นตอนนี้ อีกทั้งยังไม่ทราบว่าตอนไหนควรจะต้องทำการล้างสิ่งสกปรกซึ่งจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีสีน้ำที่เปลี่ยนไป ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นการสูญเสียที่ท่านกังวลก็จะมีอย่างแน่นอน วันนี้จะพามาทำความรู้จักกับตัวช่วยที่ดี ที่จะทำให้เครื่องกรองน้ำของท่านมีความสะอาดอีกขั้นและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น
เครื่องช่วยลดภาระการกรองหลัก Multicyclone จากแบรนด์ Waterco ที่ได้รับรางวัลการันตีมากมายจาก WOQ ASX SPASA และ APSP ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องกรองหลักเพื่อน้ำที่ใสสะอาด และง่ายต่อการทำความสะอาดหรือ Back Wash ด้วยหลักการทำงานในลักษณะคล้ายพายุหมุนที่กลางตัวเครื่อง จึงทำให้ตะกอนหรือสิ่งสกปรก ถูกดึงให้ตกอยู่ด้านล่างของเครื่อง อีกทั้งสามารถมองเห็นการทำงานของเครื่องกรองนี้ได้จากภายนอก เนื่องจากตัวเครื่องมีสีใสจึงสามารถมองเห็นการทำงานและสิ่งสกปรกจากภายนอกได้ จึงสะดวกในการควบคุมเพราะสามารถทราบว่าเวลาที่ต้องการทำ Back Wash ได้ตอนไหน แต่สิ่งที่ดีอีกเรื่องคือท่านสามารถทำการ Back Wash ผ่านตัว Multicyclone ได้อีกด้วยนั้นเป็นเหตุผลที่ทำไมถึงประหยัดน้ำได้มาก
ขั้นตอนการทำงานของเครื่องลดภาระการกรองหลัก Multicyclone มีดังนี้
ซึ่งสามารถศึกษาและทำความเข้าใจการทำงานของ Multicyclone ได้จาก VDO ด้านล่าง
VDO ขั้นตอนการทำงาน
เครื่องลดภาระการกรองหลัก Multicyclone มีคุณสมบัติ ดังนี้
ข้อแตกต่างระหว่าง การใช้เครื่องกรอง Multicyclone และ ไม่ใช้
การใช้เครื่องกรอง Milticyclone | ไม่ใช้ เครื่องกรอง Multicyclone |
ลดการ Back Wash ของเครื่องกรองหลัก จาก 1 เดือน | ทำการ Back Wash เดือนละ 2-3 ครั้ง ต่อเดือน |
ทำการ Back Wash 2 ครั้ง ลดเหลือ 1 ครั้งต่อเดือน | ใช้ปริมาณน้ำในการ Back Wash 7,000 ลิตร หรือ มากกว่า ต่อปี |
ใช้น้ำในการ Back Wash 7,000 ลิตร ต่อปี | ไม่สามารถสังเกตได้ว่าควรจะทำการล้างถังกรองสังเกตได้ที่ตัว Multicyclone เมื่อไหร่และใช้ระยะเวลาในการล้างยากและนาน |
สะดวกในการทำการ Back Wash เพราะสามารถ | ความสะอาดในการกรอง 1 ขั้นตอน |
ความใสสะอาดของน้ำที่ใสสะอาดเนื่องจาก มีการกรองถึง 2 ขั้นตอน |
จะเห็นได้ว่าความแตกต่างระหว่างการใช้เครื่องกรอง Multicyclone นั้นค่อนข้างแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แต่ท้ายที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งานแต่ละท่านว่าต้องการความสะอาดระดับไหน ไม่ว่าจะใช้เครื่องกรองอย่างMulticyclone หรือไม่ใช้ก็ตามต่างทำหน้าที่ให้น้ำใสสะอาดเช่นกัน หากท่านยังเกิดความสงสัยในการทำงานของเครื่องกรองชนิดนี้ สามารถสอบถามกับทางบริษัท J5 ได้ เรามีทีมงานคุณภาพพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับอุปกรณ์สระว่ายอย่างอย่างเต็มใจ ซึ่งทางบริษัท J5 เป็นผู้นำเข้าสินค้าจาก แบรนด์ Waterco เจ้าเดียวในประเทศไทย เรามีร้านค้าที่จำหน่ายสินค้า แบรนด์ Waterco ทั่วประเทศ หากท่านสนใจสั่งซื้อสินค้าสามารถ Add line มาสอบถามได้ เราพร้อมและยินดีให้บริการ เพราะทุกท่านเปรียบเสมือนลูกค้าคนพิเศษที่เราพร้อมบริการด้วยใจจริง
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ต้องการว่ายน้ำหรือจัดปาร์ตี้ในเวลากลางคืน สิ่งที่คุณขาดไม่ได้เลยสำหรับกิจกรรมริมสระว่ายน้ำ คือ “แสงไฟ” แล้วแสงไฟเราจะหามาจากที่ไหนละในเมื่อต้องการให้ใต้น้ำเรามีแสงสว่างที่สวยงามและสว่างทั่วสระ วันนี้เรามีเกร็ดความรู้ดี ๆ มาฝากเกี่ยวกับระบบไฟสระว่ายน้ำ
ไฟใต้น้ำในท้องตลาดปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ ไฟใต้น้ำ Halogen และ ไฟใต้น้ำ LED ซึ่งทั้ง 2 ประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร?
ไฟใต้น้ำ Halogen เป็นหลอดไฟที่มีไส้ โดยมีการบรรจุก๊าซ Halogen หลักการทำงานก็คือ การจ่ายไฟด้วย ก๊าซ Halogen ทำให้ไส้มีความร้อน ไฟชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคก่อน แต่ข้อจำกัดของไฟรุ่นนี้อีกคือ สีไฟจะติดโทนเหลืองหรือสี warm และไม่สามารถเปลี่ยนสีได้
ไฟใต้น้ำ LED เป็นระบบไฟสระว่ายน้ำที่ใช้ชิพเป็นตัวกำเนิดแสง จึงทำให้ประหยัดพลังงาน เพราะไฟ LED สามารถให้แสงในปริมาณเท่ากันกับหลอดไฟฮาโลเจนประมาณ 20 วัตต์ ในขณะหลอด LED ใช้พลังงานเพียง 6 วัตต์ ทำให้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน มีดีไซน์ที่ทันสมัยและสีสันที่มีให้เลือกหลากหลาย
ระบบไฟสระว่ายน้ำที่ดีต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญหลายประการ เริ่มจากต้องมีระดับการกันน้ำที่ได้มาตรฐาน IP68 สามารถทนแรงดันน้ำได้ดี วัสดุต้องทำจากสแตนเลสคุณภาพสูงหรือพลาสติก ABS ที่ทนทานต่อสารเคมีในน้ำ มีระบบป้องกันไฟฟ้ารั่วที่ได้มาตรฐาน และต้องมีการรับประกันสินค้าจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังต้องติดตั้งง่าย บำรุงรักษาสะดวก และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
การติดตั้งระบบไฟสระว่ายน้ำนั้นมีข้อดีมากมาย ไม่เพียงแต่เรื่องความสวยงามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประโยชน์ด้านการใช้งานอีกด้วย ดังนี้
นอกเหนือจากข้อดี ระบบไฟสระว่ายน้ำยังมีประโยชน์ในอีกหลายด้าน ที่จะช่วยให้การใช้งานสระว่ายน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนี้
แสงของไฟใต้น้ำมีทั้งหมด 4 แสงด้วยกัน คือ แสงวอร์ม, แสงสีขาว ,แสงสีฟ้า, แสง RGB เปลี่ยนได้หลากหลายสี (สั่งงานด้วยรีโมท)
เมื่อเราทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวหลอดไฟแล้ว สิ่งที่ต้องทราบอีกหนึ่งข้อคือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไฟใต้น้ำ ซึ่งมีด้วยกัน 2 ชิ้น ดังนี้
หม้อแปลงไฟฟ้า คือ เครื่องกลไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ใช้แปลงพลังงานไฟฟ้า ใช้สำหรับแปลงแรงดันไฟฟ้าบ้าน 220 VAC ให้ลดลงเป็นไฟ DC 12V การใช้หม้อแปลงไฟฟ้าจะช่วยให้การจ่ายกำลังไฟของไฟใต้น้ำให้เหมาะสมและไม่เกิดแรงดันไฟฟ้าที่สูงเกินไป
ในกรณีที่ไฟใต้น้ำของคุณเป็นไฟแบบ RGB หรือไฟที่สามารถเปลี่ยนสีได้ ต้องใช้อุปกรณ์ รีโมทคอนโทรล ในการปรับเปลี่ยนสีไฟใต้น้ำ หากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่บริษัท J5 ผู้นำเข้าไฟใต้น้ำที่มากที่สุดในไทย
หลายๆคนคงคิดว่าถังน้ำหรือถังกรองสระว่ายน้ำ อาจจะทำมาจากพลาสติก แต่คุณรู้หรือไม่ว่า พลาสติกก็มีประเภทความแข็งแรงและการใช้งานที่ต่างกัน วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับพลาสติกที่ใช้ผลิตถังกรองสระว่ายน้ำกันรวมถึงวิธีการเลือกใช้ถังกรองสระว่ายน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งาน ประเภทของพลาสติกที่ใช้ในการทำถังกรองสระว่ายน้ำ มักนิยมใช้ 2 ชนิด คือ โพลีเอทิลีน และ ไฟเบอร์กลาส
โพลีเอทิลีน (Polyethylene) จะนิยมใช้มาในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่มักจะใช้พลาสติกที่ต้องการความยืดหยุ่นและทนต่อสภาพอากาศ และราคาที่สามารถจับต้องได้ ดังนั้นไม่แปลกใจที่จะนิยมใช้พลาสติกชนิดนี้ ซึ่งคุณสมบัติของเครื่องกรองที่เป็นที่โดดเด่น ดังนี้
คุณสมบัติ
– ยืดหยุ่นได้ดี มีความเหนียวมากเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำ
– มีความทนทานต่อสารเคมี
– ทนต่อทุกสภาวะ
– เป็นฉนวนไฟฟ้าได้ดี
– ไม่มีกลิ่นไม่มีรส
– มีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำจึงสามารถลอยน้ำได้
ข้อควรระวัง
โพลีเอทีน เป็นพลาสติกที่ไอน้ำซึมผ่านได้เล็กน้อย แต่อากาศสามารถผ่านเข้าออกได้ ดังนั้นอาจจะต้องมีการตรวจสภาพของวัสดุที่ทำมาจากโพลิเอทีน สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำและอากาศ การใช้โพลีเอทิลีนมาทำเป็นถังกรองน้ำในปัจจุบันนิยมใช้กันเพราะด้วยความยืดหยุ่นที่เป็นคุณสมบัติเด่นและราคาที่ไม่สูง จึงทำให้เป็นวัสดุยอดฮิตที่ทางผู้ผลิตส่วนใหญ่นิยมใช้
ไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) คือ เส้นใยแก้วที่ถูกนำมาใช้ในการเสริมสร้างให้เกิดความแข็งแรงให้กับพลาสติกเรซิ่น และจึงขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เรือ ถังกรองสระว่ายน้ำ ชิ้นส่วนเครื่องบินต่างๆ หรือเป็นส่วนหนึ่งในผลิตภัณฑ์คอนกรีตเสริมใยแก้ว เป็นต้น ซึ่งส่วนประกอบหลักๆของเส้นใยนี้จะทำมาจากแก้วเป็นหลัก มีการผสมหินปูน หินฟันม้า เติมกรอบอริคและสารเติมแต่งอื่นๆ เป็นต้น ไฟเบอร์กลาสมีคุณสมบัติที่หลากหลาย ดังนี้
คุณสมบัติ
– มีความแข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อนสูง ทนต่อแสงแดดและแสงUV.
– ทนต่อแรงดึงได้สูงมาก
– มีน้ำหนักเบา ซึ่งเบากว่าเหล็กถึง 4 เท่า ทำให้ขนย้ายง่าย และ ไม่เกิดการหดตัว
ข้อควรระวัง
ไฟเบอร์กลาส ผลิตขึ้นด้วยสารเคมีและวัสดุหลายชนิดซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ผิวหนัง ดวงตา ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ดังนั้นหากจะเลือกใช้วัสดุที่มาจากไฟเบอร์กลาสอาจจะต้องศึกษาแล้วทำความเข้าใจกับมันให้มากขึ้นหรืออาจจะต้องระมัดระวังในการใช้งาน เพื่อความปลอดภัยนั้นเอง
ในปัจจุบันถังกรองน้ำที่ผลิตกจากไฟเบอร์กลาสได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับเครื่องกรองขนาดใหญ่ เนื่องจากคุณสมบัติที่ทนทานต่อทุกสภาวะและน้ำหนักที่เบา จึงทำให้ราคาสูงกว่าเครื่องกรองโพลีเอทีนเล็กน้อย
ในอุตสาหกรรมการผลิตถังกรองน้ำ ณ ขณะนี้มีการใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยต่างๆหรือการใช้เทคโนโลยีการผลิตและวัสดุที่ดี เพื่อทำให้ตัวถังกรองน้ำเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นซึ่งถังกรองน้ำทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมานั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคและข้อจำกัดของสถานที่ในการติดตั้ง
“หากท่านที่ยังสงสัยเรื่องถังกรองหรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถ ติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท J5 บริษัทที่นำเข้าอุปกรณ์สระว่ายที่มากที่สุดในประเทศไทย”
อยากมีตัวช่วยในการทำความสะอาดสระว่ายน้ำ? วันนี้เรามีคำตอบสำหรับคนที่อยากดูแลสระเองแต่ไม่เปลืองแรง คุณอาจจะคุ้นเคยกับอุปกรณ์สระว่ายน้ำต่างๆที่ช่วยในการทำความสะอาด เช่น แปรงทำความสะอาดสระ สายดูดตะกอน หรือกระชอนช้อนผง เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้คุณจะต้องใช้กำลังและแรงคนในการทำความสะอาด แต่ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาอย่างก้าวไกล บริษัทต่างๆจึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการทำความสะอาดสระว่ายน้ำ จึงได้ผลิตอุปกรณ์ที่ช่วยทุ่นแรง ซึ่งเรียกว่า “หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ” สามารถชมรุ่นหุ่นยนต์ทำความสระว่ายน้ำ CLICK
หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระนี้มีคุณสมบัติในการดูแลสระ ดังนี้
– ช่วยประหยัดเวลาในการทำความสะอาดสระว่ายน้ำ
– สะดวกสบายในการใช้งาน
– ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดและประหยัดน้ำ
– สามารถทำความสะอาดได้ทั่วถึง ทั้งพื้นสระ และ ผนังสระ
– ลดการใช้สารเคมีในการดูแลสระ
– กำจัดตะกอน ตะไคร้ และแบคทีเรีย ในสระ
– สามารถรวบรวมสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
คุณสมบัติของหุ่นยนต์ทำความสะอาดสระ
– ล้อมีทั้งแบบโฟม (Foam Roller ) เหมาะสำหรับสระกระเบื้องทุกชนิด และล้อยาง (PVC Roller) เหมาะสำหรับสระไฟเบอร์กลาส หรือไวนิล
– สามารถกำหนดทิศทางการทำงานในการทำความสะอาดและกำหนดระยะเวลาในการทำงานได้ล่วงหน้า 7 วัน
– มีใบพัดที่นำเศษสิ่งสกปรกเพื่อเข้าตัวกรอง โดยมีความละเอียดในการกรอง ตั้งแต่ 100 – 400 ไมครอน
– รอบการทำงานตั้งแต่ 1 – 2 ชั่วโมงการทำงาน
– พื้นที่ในการทำความสะอาด ตั้งแต่ 120 – 200 ตารางเมตร
– สามารถควบคุมการทำงานผ่าน Application (บางรุ่น) ในระยะ 5 เมตร
วิธีการทำงาน
จะเห็นได้ว่าหลักจากการดู VDO สาธิตการทำงานของ หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระแล้ว มันไม่ได้ยากเลยเพราะเราสามารถสั่งการเพียงปลายนิ้ว ผ่าน Application ในมือถือ
วิธีทำความสะอาดหรือดูแลรักษาเจ้าหุ่นยนต์ ก็ง่ายแสนง่าย ดังนี้
– ถอดตัวอุปกรณ์สำหรับเก็บสิ่งสกปรกออกแล้วใช้น้ำสะอาดฉีด
– เมื่อขึ้นจากน้ำให้นำอุปกรณ์ต่างเช็ดให้หมาด
– เก็บไว้ในห้องที่อุณหภูมิปกติ
VDO การทำความสะอาดหุ่นยนต์
เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเจ้าอุปกรณ์สระว่ายน้ำที่เลือกนำมาเสนอวันนี้ หุ่นยนต์ทำความสะอาดสระว่ายน้ำ ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นทุกวันเพื่อช่วยทุ่นแรงในการทำงาน
สามารถลงทะเบียนรับสิทธิในการทดลองหรือเข้าชมการสาธิต หุ่นยนต์ทำความสะอาดได้
“หากสนใจหรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ J5 บริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์สระว่ายน้ำครบวงจร ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”
หลายๆท่านที่รักการทำกิจกรรมทางน้ำหรือการว่ายน้ำ คงทราบกันเป็นอย่างดีว่าการว่ายน้ำเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ได้ผลลัพธ์อย่างมากเพราะสามารถช่วยเผาผลาญพลังงานได้มาก และ สามารถออกกำลังกายได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าอุณหภูมิของน้ำในแต่ละช่วงนั้นเหมาะสมกับการดำเนินกิจกรรมทางน้ำแต่ละประเภทที่แตกต่างกันอย่างไร วันนี้จะพามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุณหภูมิที่เหมาะกับกิจกรรมแต่ละประเภทให้ถูกต้องเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานที่สูงสุด
อุณหภูมิที่เหมาะสมกับกิจกรรม แต่ละประเภท แบ่งออกเป็น ดังนี้
1. อุณหภูมิ ระหว่าง 25⁰C – 28⁰C ( 77 – 82⁰F ) เป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการฝึกว่ายน้ำและการออกกำลังกาย
2. อุณหภูมิ ระหว่าง 29⁰C – 35⁰C ( 77 – 82⁰F ) เป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการบริหารร่างกายและการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
3. อุณหภูมิ ระหว่าง 36⁰C – 40⁰C ( 96.8 – 104⁰F ) เป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการแช่น้ำผ่อนคลายเพื่อฟื้นฟูและการบำบัดร่างกาย
1. อุณหภูมิ ระหว่าง 25⁰C – 28⁰C ( 77 – 82⁰F ) เป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการฝึกว่ายน้ำและการออกกำลังกาย อาจจะคิดว่าเป็นอุณหภูมิที่เย็นมาก แต่เมื่อว่ายน้ำในระยะเวลาที่นานขึ้นร่างกายก็จะมีความร้อนที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นอุณหภูมิข้างต้นจึงเหมาะกับการนำมาฝึกและการออกกำลังกายที่หนัก เพราะจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายรวมถึงยังช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายตลอดการว่ายน้ำให้เกิดความสมดุล
2. อุณหภูมิ ระหว่าง 29⁰C – 35⁰C ( 77 – 82⁰F ) เป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการบริหารร่างกายและการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ความร้อนในช่วงนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบหัวใจ และ ปอด เป็นต้น การออกกำลังในลักษณะนี้หมายถึง การเดินในสระ การเต้นแอโรบิคในน้ำ การวิ่งเบาๆในน้ำ เป็นต้น การออกกำลังในลักษณะดังกล่าวยังดีต่อการฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อบาดเจ็บ ข้อต่ออักเสบ หรือต้องการฟื้นฟูร่างกายเพื่อการผ่อนคลาย
3. อุณหภูมิ ระหว่าง 36⁰C – 40⁰C ( 96.8 – 104⁰F ) เป็นอุณหภูมิที่เหมาะกับการแช่น้ำผ่อนคลายเพื่อฟื้นฟูและการบำบัดร่างกาย ความร้อนในช่วงนี้อาจจะไม่แนะนำสำหรับการทำกิจกรรม 2 อย่างข้างต้น เพราะเนื่องจากใช้อุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงจึงไม่เหมาะที่จะเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย ตลอดเวลาหรือหนักๆเพราะจะทำให้สูญเสียพลังงานจำนวนมากและอาจจะเกิดอาการอ่อนเพลียหรือช๊อกได้ เนื่องจากความร้อนมีส่วนช่วยในการเผาผลาญพลังงานอยู่แล้วดังนั้นจึงแนะนำให้นั่งหรือเคลื่อนไหวได้เล็กน้อยเพื่อรักษาพลังงาน ซึ่งความร้อนในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายผ่อนคลายและช่วยรีเฟรชความสดชื่นกลับคืนมาอีกครั้ง
ประโยชน์ของการว่ายน้ำ
หากท่านอยากเพิ่มอุณหภูมิให้กับสระน้ำของท่านเพื่อการผ่อนคลายที่มากขึ้น ขอแนะนำอุปกรณ์ทำความร้อนสำหรับสระว่ายน้ำ (Heater และ Heat Pump) ที่จะช่วยให้กิจกรรมทางน้ำต่างๆให้มีความพิเศษมากยิ่งขึ้น ซึ่งความพิเศษของ Heater และ Heat Pump นั้นสามารถศึกษาข้อมูลได้ ที่นี่
เชื่อว่าเมื่อทุกท่านได้อ่านเนื้อหาทั้งหมดแล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าอุณหภูมิแบบไหนที่เหมาะสมกับการออกกำลังกายหรือกิจกรรมทางน้ำที่เหมาะสมในแต่ละประเภท ความร้อนของน้ำนั้นย่อมมีทั้ง ข้อดี และ ข้อเสีย ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและประสิทธิภาพที่ต้องการนั้นเอง เช่น ถ้าต้องการพักผ่อนโดยไม่เน้นการเคลื่อนไหวมาก ก็อาจจะต้องใช้ความร้อนที่สูงหน่อยเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย หรือ ถ้าหากต้องการจะฝึกการว่ายน้ำเพื่อการแข่งขัน จะต้องใช้อุณหภูมิที่เย็นมากหน่อยนั้นเอง ทางแอดมินหวังว่าทุกท่านจะนำข้อมูลที่ได้เสนอไปในครั้งนี้ จะนำไปปรับและเลือกใช้ให้เหมาะกับการใช้งานและความต้องการนะครับ
หากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องทำความหรืออุปกรณ์สระว่ายน้ำ สามารถติดต่อสอบถามกับทาง J5 บริษัทน้ำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สระว่ายน้ำที่ครบวงจร เรามีพนักงานพร้อมที่จะให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าและการวางระบบ อย่างเต็มใจและถูกต้อง
หากคุณมีสระว่ายน้ำ คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากแน่ ๆ ถ้าหากว่าคุณสามารถว่ายน้ำได้เพียงแค่ช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ซึ่งอาจจะทำให้คุณพลาดกับช่วงเวลาที่จะทำให้คุฯเพลิดเพลินลงไปถึงครึ่งหนึ่งเลยก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็คงไม่อยากลงว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่มืดสนิทใช่ไหม? ดังนั้นการเพิ่มแสงสว่างให้สะว่ายน้ำของคุณด้วยไฟใต้น้ำ ไม่ว่าจะแค่ 2 ดวง หรือ 10 ดวง ก็สามารถเพิ่มความสวยงาม และเติมชีวิตชีวาให้กับสระว่ายน้ำของคุณได้แล้ว และยังช่วยให้ค่ำคืนในการว่ายน้ำของรู้สึกเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นเป็นสองเท่าอีกด้วย
ไฟสระน้ำแบบ LED มันทำงานอย่างไร?
อันดับแรกเรามารู้จักกับไฟ LED สระว่ายน้ำกันก่อน ไฟ LED นั้น สำหรับไฟสระว่ายน้ำ ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าไฟ LED เข้ามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในการช่วยเพิ่มสีสันร่วมกับการออกแบบสระว่ายน้ำ อีกทั้งยังมีประโยชน์ หรือข้อดีบางอย่างที่คุณอาจไม่เคยพิจารณาถึงมันเลย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ ไฟสระว่ายน้ำแบบ LED กัน และแนะนำถึง ข้อดีและเหตุผลที่ควรเลือกใช้ไฟ LED กัน
ไฟ LED จะมีจุดเด่นที่ต่างจากหลอด Halogen (หลอดไส้) ตรงที่ไฟ LED นั้นจะทำงานโดยการผ่านกระแสไฟฟ้าผ่านตัวไมโครชิป ซึ่งจะทำให้หลอด LED ส่องสว่างขึ้นมา อีกทั้งไฟ LED ยังสามารถระบายความร้อนได้ จึงไม่เกิดความร้อนมากเท่าหลอด Halogen ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความสว่างได้เทียบเท่า หรือสูงกว่าหลอด Halogen แต่ยังสามารถยืดอายุการใช้งานได้มากกว่าหลอด Halogen อีกด้วย ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่า
เหตุผลที่ว่าทำไมไฟ LED จึงเหมาะสมกับการใช้งานกับสระว่ายน้ำในปัจจุบัน
1. ความสว่างที่เหนือชั้น
ไฟ LED นั้นสามารถให้ความสว่างที่เทียบเท่า หรือสูงกว่าหลอด Halogen สังเกตได้จาก แสงสว่างจากหลอดไฟ หรือ ค่าลูเมน ซึ่งค่าลูเมนนั้นคือค่าความสว่างของแสงที่สามารถมองเห็น โดยปกติแล้ว หลอดไฟ Halogen ขนาด 100 วัตต์ นั้นจะสามารถส่องสว่างได้ที่ประมาณ 1,400 – 1,750 ลูเมน ในขณะที่หลอดไฟ LED ที่ขนาด 18 – 24 วัตต์ ก็สามารถให้ความสว่างได้ที่ 1,400 – 1,750 ลูเมน เทียบเท่ากับหลอด Halogen 100 วัตต์ หรือไฟ LED บางชนิด สามารถให้ความสว่างได้มากถึง 5,400 ลูเมน จะเห็นได้ว่าไฟ LED สามารถให้ค่าความสว่างที่สูงกว่า
2. ประหยัดพลังงาน
เนื่องจากไฟสระว่ายน้ำ LED ใช้กำลังวัตต์ที่ต่ำกว่า จึงใช้พลังงานเพียงเศษเสี้ยว ของหลอด Halogen เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ไฟ LED ขนาด 18 – 24 วัตต์ ที่มีความสว่างเทียบเท่ากับไฟ Halogen 100 – 300 วัตต์ ซึ่งให้ความสว่างที่เท่ากัน แต่ไฟ LED นั้นกินไฟน้อยกว่ามาก จึงทำให้ประหยัดไฟได้มากกว่า
3. เติมความสดใสด้วยสีสัน
แสงจากหลอด Halogen ที่มีความสว่างเจิดจ้า อาจเหมาะสำหรับค่ำคืนที่แสนสบาย ที่สามารถนอนขดตัว แช่น้ำและเพลิดเพลินอยู่กับการอ่านหนังสือเล่มโปรด แต่อาจจะไม่สามารถสร้างอารมณ์อื่น ๆ ได้มาก แต่เพียงคุณเลือกใช้ไฟสระว่ายน้ำ LED ที่มีสีให้เลือกมากมาย หรือ ไฟบางรุ่นยังสามารถให้คุณเลือกปรับแต่งโทนสี หรือโหมดการเปลี่ยนสีได้ด้วยการแตะเพียงไม่กี่ครั้ง เพียงเท่านั้น คุณก็สามารถเพลิดเพลิน และผ่อนคลายไปกับทุกอารมณ์ของคุณได้อย่างลงตัว
4. เพื่อความทนทาน และการใช้งานที่ยืนยาว
ด้วยคุณสมบัติของไฟ LED ที่สามารถระบายความร้อนได้ดีกว่าจึงมีความปลอดภัยมากกว่า ซึ่งเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นคือ หลอด Halogen ที่มีความร้อนสูง โดยเฉลี่ยจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี แต่ไฟ LED ที่ใช้พลังงานน้อยกว่า แต่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าหลายเท่า
5. ลดต้นทุนการใช้งาน
การเป็นเจ้าของสระว่ายน้ำอาจทำให้คุณเสียค่าใช้จ่าไปพอสมควร จากผลการสำรวจในปี 2018 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา การบำรุงรักษาสระว่ายน้ำมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 190 เหรียญต่อเดือน (6,000 บาท) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ซึ่งการเลือกใช้ไฟ ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนลงได้ หากคุณใช้ไฟ Halogen คุณอาจจะต้องเปลี่ยน หรือบำรุงรักษามันบ่อย ๆ แต่ถ้าคุณเลือกใช้ไฟ LED คุณจะตัดปัญหาส่วนนี้ออกไปได้ และยังลดทำให้ค่าไฟของคุณถูกลงกว่าด้วย
ลักษณะแสงของไฟสระว่ายน้ำ
แสงของไฟสระว่ายน้ำในปัจจุบันมีนิยมใช้มีด้วยกันทั้งหมด 2 แบบ นั่นก็คือ แบบ แสงเดียว (Single Color) ได้แก่ แสงวอร์มไวท์, แสงสีขาว, แสงสีฟ้า และแบบเปลี่ยนสีได้ (RGB Color Changing) ที่สามารถตวบคุมด้วยรีโมทเพื่อเลือกโหมดและเปลี่ยนได้หลากหลายสี
อุปกรณ์เสริมสำหรับไฟสระว่ายน้ำ
เมื่อตอนนี้เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทและแสงของตัวหลอดไฟแล้ว สิ่งที่มาที่ต้องทราบอีกหนึ่งข้อ การเลือกอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไฟสระว่ายน้ำ ซึ่งมีด้วยกัน 2 ชิ้น ดังนี้
1. หม้อแปลงที่ใช้งานสำหรับระบบไฟในสระว่ายน้ำ ทั้งกระแส AC และ กระแส DC น้ำ เป็นอุปกรณ์ที่จะทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าให้ต่ำลง เพื่อจ่ายไฟไปยังหลอดไฟแต่ละชนิด โดยปกติแล้วไฟฟ้าที่จ่ายมายังบ้านของเราคือ 220 โวลต์ (Volt) แต่หลอดไฟหรือโคมไฟที่ติดตั้งในสระว่ายน้ำต้องการแรงดันไฟฟ้าต่ำ (Low Voltage) เช่น 12 V ดังนั้นจึงต้องมีการเชื่อมต่อกับหม้อแปลงไฟ ก่อนที่จะจ่ายไฟเข้าสู่หลอดไฟนั้น ๆได้อย่างเหมาะสม และที่สำคัญโคมไฟทุกดวงจะต้องมีการติดตั้งสายดิน เพื่อช่วยป้องกันไฟรั่วและไฟดูด และควรเลือกหม้อแปลงกระแสให้เหมาะสมกับกระแสหลอดไฟที่ใช้งานด้วยว่าเป็นหลอดไฟกระแส AC หรือ กระแส DC
2. ในกรณีที่ไฟสระว่ายน้ำของคุณเป็นไฟแบบเปลี่ยนสีได้ หรือไฟ RGB ไฟที่เปลี่ยนสีได้นั้นจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ รีโมทคอนโทรล และกล่องควบคุมสำหรับการปรับเปลี่ยนสีของไฟสระว่ายน้ำ
หากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ บริษัท J5 ผู้นำเข้าไฟใต้น้ำที่มากที่สุดในประเทศไทย
ท่อดูดของปั๊มสระว่ายน้ำควรมีระยะทางที่สั้นที่สุดจากสระว่ายน้ำไปยังปั๊ม เท่าที่เป็นไปได้ และมีความชันที่ต่อเนื่องขึ้นไปจากจุดต่ำสุดจนถึงปั๊ม เส้นผ่านศูนย์กลางขอท่อดูดควรให้มีขนาดเท่ากันหรือใหญ่กว่าท่อทางฝั่งน้ำออก หากเป็นไปได้ควรใช้ท่อดูดขนาดต่ำสุดไม่แนะนำให้ใช้ขนาดเล็กกว่า 2 นิ้ว ขอแนะนำว่าให้ใช้ความยาวขั้นต่ำของท่อดูด ที่ขนาดเทียบเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางท่อดูด 6 เท่า (ในที่นี้คือ 12 นิ้ว)
ข้อต่อจะต้องแน่น (แต่ไม่ควรแน่นมากจนเกินไป)
– ในการติดตั้งตั้งข้อต่องานเดินท่อปั๊มสระว่ายน้ำ ให้ใช้เทปพันท่อพันตรงจุดชื่อมที่เป็นเกลียว ไม่แนะนำให้ใช้เทปพันท่อมากจนเกินไป แนะนำให้พันแค่ไม่กี่รอบก็เพียงพอแล้ว
– อย่าใช้น้ำยาทาเกลียว หรือน้ำมันหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของปีโตรเลียมเป็นอันขาด เนื่องจากว่าอาจทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกเกิดแตกหักได้
– เมื่อมีการติดตั้งปั๊มตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป แบบแนวขนานกัน ท่อที่เดินควรมีขนาดเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการไหลของระบบ และควรติดตั้งวาล์วในการตรวจสอบการไหล (Check Valve) เพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ ซึ่งถ้าหากมีน้ำไหลย้อนกลับอาจจะส่งผลให้เกิดภาระหนักที่ใบพัดและเพลาของปั๊มได้ และอาจทำให้ใบพัดหมุนกลับด้าน จนหลุดออกจากเพลาได้เช่นกัน
– ควรหมั่นตรวจสอบดูว่าปั๊มหมุนได้อย่างอิสระก่อนเปิดให้มอตอร์ทำงานหรือไม่ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงอันตราย หรือการเกิดไฟฟ้าช็อต ควรปิดสวิตช์มอเตอร์ก่อนทุกครั้งหากจะทำงานกับขั้วต่อไฟฟ้าต่าง ๆ
การติดตั้ง ปั๊มสระว่ายน้ำ ที่เป็นมอเตอร์แบบสามเฟส (Three-Phase)
– ในการใช้งานปั๊มสระว่ายน้ำที่เป็นมอเตอร์แบบไฟสามเฟสแล้วนั้น หากมีการต่อสายไฟสลับกัน หรือต่อสายไฟผิดอาจทำให้มอตอร์หมุนในทิศทางตรงกันข้ามได้ ซึ่งกรณีนี้อาจทำให้ใบพัด เพลา และส่วนประกอบภายในอื่น ๆ เกิดความเสียหายได้ ซึ่งมักเกิดจากความผิดพลาดในระหว่างการติดตั้งครั้งแรก หรือในขณะมีการถอดเพื่อซ่อมบำรุงรักษาตามปกติ
– หรือเมื่อมีการดัดแปลงแผงวงจร ก่อนจะนำปั๊มไปใช้งานแนะนำให้ตรวจสอบทิศทางการหมุนของเพลาด้วยการเปิดเครื่องให้ทำงานเพียงชั่วครู่เพื่อสังเกตทิศทางการหมุนของเพลา การสังเกตทิศทางการหมุนที่ถูกต้อง ให้สังเกตว่าจะมีการทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวปั๊ม
– มอตอร์แบบ 3 เฟสจะมีรีเลย์เพื่อปกป้องมอเตอร์ และอุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูงจากความเสียหาย อันเนื่องมาจากความผิดพลาดของแรงดันไฟฟ้าในระบบสามเฟส ปั๊มสระว่ายน้ำแบบสามเฟสนั้น จะไม่มีระบบการป้องกันความร้อนเกินพิกัดมาให้ด้วย และควรใช้งานด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความร้อนสูงเกินไป
เป็นเรื่องปกติหากจะติดตั้งปั๊มขนาดเดียวกัน 2 ตัวเข้ากับระบบสระว่ายน้ำ
ในกรณีที่ต้องการใช้งานปั๊มสระว่ายน้ำในระบบมากกว่า 1 ตัว นั้นสามารถทำได้ เช่นกรณีที่ติดตั้งปั๊ม 2 ตัว คอยทำงานสลับกัน เพื่อให้แน่ใจว่าระยะเวลาในการทำงานของระบบจะไม่หยุด หรือสะดุดลง ซึ่งระบบแบบนี้จะดีกว่าการใช้ปั๊มหลักเพียงตัวเดียวทำงานเป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะจะส่งผลทำให้การหล่อลื่นของซีลป้องกันต่าง ๆ ภายในปั๊มสึกหรอได้เร็วขึ้น และยังทำเกิดความร้อนสะสมในมอเตอร์มากอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการใช้กระแสไฟขณะเริ่มทำงานที่มากขึ้น ที่อาจทำให้เกิดความร้อนสะสมมากกินไป
การติดตั้งตั้ง ปั๊มสระว่ายน้ำ กรณีติดตั้งปั๊มจำนวน 2 ตัว ควรติดตั้งวาล์วตรวจสอบทางน้ำไหล (Check Valve) ไว้ที่ปั๊มทั้งสองตัว และไม่ควรติดตั้งปั๊มที่มีขนาดต่างกัน เนื่องจากปั๊มที่มีขนาดใหญ่กว่าจะมีแรงกดไปที่ปั๊มที่มีขนาดเล็กกว่า จนทำให้เกิดการโก่งของเพลา และทำให้ซีลสึกหรอก่อนกำหนด รวมไปถึงยังสามารถทำให้ลูกปืนแตกได้อีกด้วย
การติดตั้งปั๊มสระว่ายน้ำควรยึดให้แน่นหนาและมีความมั่นคง หากเดินสายดินไม่ดีพอ และฐานมอตอร์ไม่มั่นคง อาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อต ไฟฟ้ารั่ว ที่อาจอันตรายถึงชีวิตได้
แนะนำว่าห้ามต่อสายดินเข้ากับท่อจ่ายแก๊ส ควรต่อสายดินเข้ากับโครงสร้างของสระว่ายน้ำ โดยใช้สายไฟเส้นเดียวที่มีความยาวต่อเนื่อง เบอร์ 8 หรือขนาด 10 ตารางมิลลิเมตร เนื่องจากหากสายดินหลุด จะทำให้เกิดไฟฟ้าตกค้างอยู่ที่ปั๊มได้ ซึ่งจะทำให้มอตอร์เสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสระว่ายน้ำที่ใช้ระบบเกลือ การเดินสายไฟฟ้าทั้งหมดจะต้องดำเนินการโดยช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญการ และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับในท้องถิ่น
การใช้งานปั๊มโดยไม่มีน้ำ (run dry) อาจเป็นอันตรายต่อตัวมอเตอร์ได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะติดตั้งตัวป้องกันความร้อนสูงเกิน แต่อย่างไรก็ตามน้ำที่ไหลผ่านปั๊มจะทำให้ชิ้นส่วนที่ร้อนเย็นตัวลง ปั๊มที่ทำงานโดยไม่มีน้ำนี้อาจทำให้เกิดความร้อนส่วนเกินซึ่งอาจทำให้ซีลและชิ้นส่วนพลาสติกอื่น ๆ เสียหายซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติของมอเตอร์ และอายุการใช้งานของมอเตอร์ลดลง
ข้อแตกต่างระหว่างปั๊ม HAYWARD ของแท้ที่ผลิตจากโรงงานโดยตรง และ ปั๊มที่ทำเลียนแบบขึ้นมาหรือปั๊มปลอม โดยสังเกตได้จากส่วนต่าง ๆ ตามตารางด้านล่าง พร้อมรูปภาพแต่ละส่วนที่เปรียบเทียบกัน
1. เสื้อ/ตัวเรือนปั๊ม
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– รอยขึ้นรูป “มี” ความเรียบเนียน
– สติ๊กเกอร์คำเตือนมีขนาดใหญ่เป็นรูปแยยของ HAYWARD
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– รอยขึ้นรูป “ไม่มี” ความเรียนเนียน
– สติ๊กเกอร์คำเตือนแตกต่างจากของ HAYWARD
2. ฝาปั๊ม
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– แบบใส มีสี “เข้ม” กว่า และมีความแข็งแรงมากกว่า
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– แบบใส มีสี “อ่อน” กว่า มีความแข็งแรงน้อยกว่า
3. ตะกร้ากรองสิ่งสกปรกหน้าปั๊ม
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– ตะกร้าของ HAYWARD มี “สีขาว” ทำจาก ABS
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– ตะกร้าของปั๊มเลียนแบบมี “สีดำ” ใช้กับของ HAYWARD ไม่ได้
4. ซีลเพลทปั๊ม
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– น็อตของซีลเพลท S30400 (ABP)
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– น็อตของซีลเพลท AZ-70
5. แมคคานิคอลซีล/ชาร์ปซีล
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– มีบ่ายีดแกนใบพัด (ป้องกันการหมุนอิสระ)
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– ไม่มีบ่ายึดแกนใบพัด
6. ใบพัดปั๊ม
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– มีขนาดใหญ่กว่า
– ประกอบยึดกับแกนทองเหลืองมาเป็นชิ้นเดียวกัน
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– มีขนาดเล็กกว่า
– แยกส่วนประกอบกับแกน ต้องยึดด้วยน็อตตัวเมีย 6 เหลี่ยม
7. ฝาท้ายมอเตอร์และอุปกรณ์ภายใน
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– ออกแบบโดย HAYWARD
– ภายในวงจร “มี” Centrifugal Switch
– ภายในวงจร “มี” Thermal Protection
– คาปาซิเตอร์สตาร์ท อยู่ด้านในฝาครอบท้ายมอเตอร์
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– ไม่เหมือนของ HAYWARD
– ภายในวงจร “ไม่มี” Centrifugal Switch
– ภายในวงจร “ไม่มี” Thermal Protection
– คาปาซิเตอร์รัน อยู่ด้านบนมอเตอร์ (มีฝาครอบปิด)
8. เนมเพลทปั๊ม
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– รหัสรุ่นผลิตภัณฑ์ และหมายเลขเครื่องเป็นของ HAYWARD (สำหรับการรับประกัน)
– สถานที่การผลิตเป็นของ HAYWARD
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– รหัสรุ่นผลิตภัณฑ์ และหมายเลขเครื่องเป็นของปลอมไม่สามารถรับประกันสินค้าจาก HAYWARD ได้
9. ลักษณะของมอเตอร์
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– มีสีเหลืองทองอ่อน
– มีช่องระบายอากาศ พร้อมน็อตยึดที่ออกแบบโดย HAYWARD
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– มีสีทองเข้ม
– ช่องระบายอากาศแตกต่างจากของ HAYWARD
10. เนมเพลทมอเตอร์
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– เนมเพลทติดอยู่ด้านบนมอเตอร์ ระบุรายละเอียดที่เป็นของ HAYWARD โดยตรง
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– เนมเพลทอยู่ด้านข้างมอเตอร์ รายละเอียดไม่ใช่ของปั๊ม HAYWARD
11. โรเตอร์
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– โรเตอร์มีขนาดใหญ่กว่า
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– โรเตอร์มีขนาดเล็กกว่า
12. ใบพัดระบายความร้อนและลูกปืน
HAYWARD Original (ผลิตภัณฑ์จากโรงงาน HAYWARD)
– ลักษณะลมเข้าด้านหน้า และปล่อยลมออกด้านหลัง
– ลูกปืนด้านหน้า 6304 ยี่ห้อ SKF
– ลูกปืนด้านหลัง 6203 ยี่ห้อ NSK
Duplicate and Fake Pump (ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ หริอปั๊มปลอม)
– ลักษณะลมเข้าด้านหลัง และปล่อยลมออกด้านหน้า
– ลูกปืนด้านหน้า 6204RZ ยี่ห้อ YC
– ลูกปืนด้านหลัง 6203RZ ยี่ห้อ YC
ในปัจจุบันรู้หรือไม่ว่า มอเตอร์สำหรับปั๊มสระว่ายน้ำที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในระบบสระว่ายน้ำทุกวันนี้มีกี่ประเภท? ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะพบเห็นมอเตอร์ของปั๊มสระว่ายน้ำอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ มอเตอร์แบบ TEFC และ มอเตอร์แบบ ODP นั่นเอง ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าแล้วข้อแตกต่างระหว่าง มอเตอร์ทั้ง 2 แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งแบบ ODP และ แบบ TEFC มันต่างกันอย่างไร? แล้วเราควรจะเลือกใช้ปั๊มแบบไหนดี? เพื่อให้เหมาะกับระบบสระว่ายน้ำของเรามากที่สุด วันนี้เราจะมาอธิบายถึงความแตกต่างให้ได้ทราบกัน
มอเตอร์แบบ TEFC (Totally Enclosed Fan Cooled)
มอเตอร์ประเภทนี้ ถ้าเห็นรูปตัวลักษณะมอเตอร์ อาจจะสามารถบอกได้เลยว่าเคยพบเห็นบ่อยมากที่สุด เนื่องจากมอเตอร์ประเภทนี้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะคุณสมบัติของมอเตอร TEFC คือสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมทั่วไปได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถเลือกติดตั้งภายนอกอาคาร หรือพื้นที่เปิดได้อีกด้วย ด้วยตัวโครงสร้างของมอเตอร์ประเภทนี้จะมีการหุ้มสนิทมิดชิดโดยการหล่อขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียว และตัวมอเตอร์จะมีพัดลมขนาดเล็กติดอยู่ที่เพลาส่วนด้านท้ายของตัวมอเตอร์เอง พัดลมนั้นจะใช้เพื่อการดึงอากาศจากภายนอกมาระบายความร้อนให้กับตัวของมอเตอร์ออกทางครีบรอบ ๆ มอเตอร์นั่นเอง และที่ตัวมอเตอร์จะมีซีลที่สามารถกันน้ำและฝุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่เหมาะสำหรับการฉีดล้างด้วยน้ำที่มีแรงดันสูง ๆ
ลักษณะเด่นของมอเตอร์แบบ TEFC
– สามารถติดตั้งกับงานภายนอกอาคารได้
– ใช้พัดลมเพื่อดึงอากาศมาระบายความร้อนของมอเตอร์ออกทางครีบ
– โครงสร้างของตัวมอเตอร์นั้นเป็นแบบปิด
– มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับแบบ ODP ที่ค่า kW เท่ากัน
– เกิดเสียงขณะทำงานดังกว่าแบบ ODP
มอเตอร์แบบ ODP (Open Drip Proof)
ประเภทต่อมาอาจจะไม่ค่อยเห็นการใช้งานที่ติดตั้งภายนอกอาคารมากนัก แต่ก็มีการนิยมใช้เหมือนกัน ซึ่งมอเตอร์ประเภท ODP จะเน้นไปที่การใช้งานสำหรับงานที่จำเป็นต้องติดตั้งภายในอาคาร หรือการใช้งานในพื้นที่แห้งสะอาดนั่นเอง ด้วยตัวโครงสร้างของมอตอร์ประเภทนี้จะมีช่องระบายอากาศ และไม่ได้มีการหุ้มมิดชิดเหมือนมอเตอร์แบบ TEFC โดยช่องระบายอากาศนี้จะออกแบบมาในลักษณะ ที่ว่าเมื่อมีน้ำหยดลงที่ตัวมอเตอร์ น้ำที่หยดลงมาจะไม่สามารถไหลเข้าสู่ภายในตัวมอเตอร์ได้ และเนื่องจากตัวมอเตอร์เป็นแบบช่องระบายอากาศ ที่มีใบพัดลมขนาดใหญ่กว่าแบบ TEFC อยู่ตรงส่วนหน้าของมอเตอร์ ทำให้สามารถระบายความร้อนได้ง่าย
ลักษณะเด่นของมอเตอร์แบบ ODP
– เหมาะสำหรับการใช้งานที่ ติดตั้งภายนอกอาคารหรือในที่แห้งได้
– มีช่องระบายอากาศที่ตัวมอเตอร์ทำให้สามารถระบายความร้อนได้ง่าย
– โครงสร้างของตัวมอตอร์เป็นแบบเปิด
– มีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับแบบ TEFC ที่ค่า kW เท่ากัน
– ทำงานได้เงียบกว่าแบบ TEFC
เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า เครื่องกรองสระว่ายน้ำนั่นส่วนมาก ผลิตขึ้นมาจากวัสดุอะไรบ้าง????
ในปัจจุบัน เครื่องกรองสำหรับสระว่ายน้ำส่วนมากนั้นจะผลิตโดยเลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง และทนทานตอสารเคมี เนื่องจากสำในระบบสระว่ายน้ำนั้นอาจมีการใช้สารเคมีสำหรับการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ หรืออาจรวมไปถึง วัสดุที่ใช้จำต้องคำนึงถึงการป้องกันต่อ UV หรือสภาพอากาศได้อย่างดีอีกด้วย
วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับวัสดุเหล่านี้กันครับ
วัสดุที่นิยมนำมาใช้ในการผลิตเครื่องกรองสระว่ายน้ำในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ อยู่ 2 ประเภท
1. เทอร์โมพลาสติก
2. ไฟเบอร์กลาส
แล้วทั้ง 2 อย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร เราไปดูกันเลยครับ
1. เทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) หรือก็คือ พลาสติกที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามอุณหภูมิ เมื่อได้รับความร้อนจะอ่อนตัว และสามารถหลอมเหลวเป็นของเหลวหนืด ๆ แต่หากอุณหภูมิลดลงจะทำให้กลับไปแข็งตัวตามเดิม
เทอร์โมพลาสติก เช่น PE และ PP ส่วนมากที่นิยมนำมาเป็นวัสดุในการผลิต จะเป็น PE พอลิเอทิลีน ซึ่งนิยมนำใช้มาในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้า ที่ต้องการความยืดหยุ่ นและทนต่อสภาพอากาศได้ดี อีกทั้งยังมีข้อดีในเรื่องของราคาที่สามารถจับต้องได้ ดังนั้น ไม่แปลกใจที่จะนิยมใช้พลาสติกชนิดนี้ซึ่งคุณสมบัติของเครื่องกรองที่เป็นที่โดดเด่นดังนี้
คุณสมบัติ
– ยืดหยุ่นได้ดี มีความเหนียวมากเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำ
– มีความทนทานต่อสารเคมี
– ทนต่อทุกสภาวะ
– เป็นฉนวนไฟฟ้าได้ดี
– ไม่มีกลิ่นไม่มีรส
– มีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำจึงสามารถลอยน้ำได้
ข้อควรระวัง
พอลิเอทิลีนเป็นพลาสติกที่ไอน้ำซึมผ่านได้เล็กน้อย แต่อากาศสามารถผ่านเข้าออกได้ดังนั้นอาจจะต้องมีการตรวจสภาพของวัสดุที่ทำมาจากพอลิเอทิลีน สม่ำเสมอเพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำและอากาศ
การใช้พอลิเอทิลีนมาทำเป็นถังกรองน้ำในปัจจุบันนิยมใช้กันเพราะด้วยความยืดหยุ่นที่เป็นคุณสมบัติเด่น และราคาที่ไม่สูงจึงทำให้เป็นวัสดุยอดฮิตที่ทางผู้ผลิตส่วนใหญ่นิยมใช้
2.ไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) หรือ ก็คือ เส้นใยแก้ว โดยปกติแล้วจะนิยมนำไปใช้เป็นวัสดุช่วยเสริมแรงให้กับเทอร์โมพลาสติก (Glass Reinforced) และยังสามารถนำไปใช้ในขึ้นรูป เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย
นอกจากจะมีคุณสมบัติ ความแข็งแรง ทนแรงดึงได้สูงมากแล้ว เส้นใยแก้วยังมีคุณสมบัติ ด้านการเป็นฉนวนความร้อนได้ดีอีกด้วย
คุณสมบัติ
– มีความแข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อนสูงทนต่อแสงแดดและแสง UV
– ทนต่อแรงดึงได้สูงมาก
– มีน้ำหนักเบา ซึ่งเบากว่าเหล็กถึง 4 เท่า ทำให้ขนย้ายง่าย และไม่เกิดการหดตัว
ข้อควรระวัง
ไฟเบอร์กลาสผลิตขึ้นด้วยสารเคมี และวัสดุหลายชนิดซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ผิวหนังดวงตา ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ดังนั้นหากจะเลือกใช้วัสดุที่มาจากไฟเบอร์กลาสอาจจะต้องศึกษาแล้วทำความเข้าใจกับมันให้มากขึ้นหรืออาจจะต้องระมัดระวังในการใช้งานเพื่อความปลอดภัยนั้นเอง
ในปัจจุบันเครื่องกรองน้ำที่ผลิตจากไฟเบอร์กลาสได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับเครื่องกรองขนาดใหญ่ เนื่องจากคุณสมบัติที่ทนทานต่อทุกสภาวะและน้ำหนักที่เบาจึงทำให้ราคาสูงกว่าเครื่องกรองพอลิเอทิลีนเล็กน้อย ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องกรองน้ำ ณ ขณะนี้มีการใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยต่างๆหรือการใช้เทคโนโลยีการผลิตและวัสดุที่ดีเพื่อทำให้ตัวถังกรองน้ำเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นซึ่งถังกรองน้ำทั้ง2ประเภทที่กล่าวมานั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคและข้อจำกัดของสถานที่ในการติดตั้ง
หากท่านที่ยังสงสัยเรื่องถังกรองหรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท J5 บริษัทที่นำเข้าอุปกรณ์สระว่ายที่มากที่สุดในประเทศไทย
ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยในส่วนของการกรอง และบำบัดให้ได้น้ำที่ใสสะอาด และยังมีการพัฒนาเป็นอย่างมากโดยเฉพาะสารกรองต่าง ๆ ได้ถูกพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น วันนี้เราจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับสารกรอง Filter Media กันมากยิ่งขึ้น
1. ทราย (Sand)
ถ้ากล่าวถึงสารกรอง หลาย ๆ ท่านอาจจะนึกถึงทรายเป็นอันดับแรก ๆ สารกรองทรายนั้น เป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ 100% เป็นสารกรองที่ความสามารถในการกรองอนุภาค ที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ไมครอน ขึ้นไป และมีขนาด ตั้งแต่ 0.3 มิลลิเมตร ไปจนถึง 40 มิลลิเมตร
สำหรับการกรองน้ำในระบบสระว่ายน้ำ ควรจะใช้ความละเอียดของทรายที่มีขนาด 0.5 มิลลิเมตร – 0.8 มิลลิเมตรซึ่งจะสามารถกรองฝุ่นตะกอน หรือ สิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้อย่างดี ขนาดของทรายก็มีหลากหลายขนาดผสมกันภายในถัง ซึ่งในถังกรองมักจะใช้ทราย 2 แบบ คือ แบบทรายละเอียด และ แบบทรายหยาบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองหรือดักจับสิ่งสกปรกเพิ่มมากขึ้น
คุณสมบัติ และข้อดีของทราย
– สามารถกรองสิ่งสกปรกได้ถึง 30 ไมครอน
– ราคาประหยัด หาซื้อง่าย และนิยมใช้กันมาก
– สามารถใช้ได้กับทุกสระว่าย
2. สารกรอง (ZeoPlus)
ZeoPlus หรือ ที่หลาย ๆ ท่าน รู้จักกันในชื่อ Zeolite เป็นสารกรอง หรือหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติซึ่งสามารถพบเจอได้ในพื้นที่ที่มีการระเบิดของภูเขาไฟ สำหรับตัวโครงสร้างของ ZeoPlus นั้นจะมีลักษณะที่เป็นรูพรุนซึ่งสามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่เล็กได้อีก 1 ขั้น และยังมีคุณสมบัติพิเศษในตัวของมันก็คือ สามารถการกำจัด แอมโมเนีย ได้ (Ammonia : NH3)
ซึ่งแอมโมเนียเกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ เช่น มูล หรือของเสียที่ถูกขับถ่ายออกมาจากปลา ใบไม้เศษอาหารปลา ซากพืช เป็นต้น ในส่วนนี้ ZeoPlus จะเป็นตัวช่วยปรับคุณภาพน้ำได้อย่างดี และเมื่อมีสารแอมโมเนีย เกาะกับ ZeoPlus จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี โดยการแปลงค่า pH ที่เป็น กรดและด่างให้กลับมาเป็นค่ากลาง หรือค่าปกติรวมถึงมีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการกำจัดของเสียอีกด้วย
คุณสมบัติ และข้อดีของ ZeoPlus
– สามารถกรองได้ละเอียดถึง 10 ไมครอน
– สามารถดักจับสารแขวนลอย ละอองฝุ่นตะกอน
– สามารถดูดซึมแอมโมเนีย ลดคลอรีนในน้ำ ลดคราบสนิทเหล็ก ตะกรัน ลดกลิ่นคลอรีน
– ลดอาการระคายเคืองตา และผิวหนัง
– เหมาะอย่างมากสำหรับสระว่ายน้ำสปาและสระว่ายน้ำสำหรับบำบัด
3. สารกรองชีวภาพ (Bio-Media)
Bio-Mec เป็นสารกรองทางชีวภาพที่มีลักษณะเป็นเม็ดพลาสติกที่เหมาะสำหรับการใช้กับบ่อปลาได้รับการถูกออกแบบมาอย่างดีจากทางวิศวกรรม Bio-mecนับว่าเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดสารพิษอย่างแอมโมเนีย และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นไนไตรต์จากนั้นเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนให้เป็นไนเตรตซึ่งเป็นอาหารของพืชน้ำซึ่งจะทำให้เกิดเป็น “วัฏจักรไนโตรเจน”
โดยใช้แบตทีเรียที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและให้อาศัยอยู่ในสื่อกรองชีวภาพที่มีการสัมผัสกับอาหาร และออกซิเจนในปริมาณมาก ข้อแนะนำ:ใช้ Bio-Mec ควบคู่กับเครื่องกรองสำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ AquabiomeFilter
คุณสมบัติ และข้อดีของ Bio-Mec
– สูญเสียแรงดันที่ต่ำ
– สามารถกำจัดสารพิษอย่างแอมโมเนียได้
– ปรับความสมดุลให้กับระบบนิเวศในน้ำ
4. สารกรองแก้ว (Glass Peals)
สารกรองชนิดนี้ เรียกได้ว่าเป็นสารกรองที่มีความบริสุทธิ์สูง เนื่องจากผลิตจากแก้วที่มีความบริสุทธิ์ 100% เป็นสารกรองที่สามารถกรองให้น้ำใสได้อย่างเป็นธรรมชาติได้มากที่สุดใน 4 อย่างที่นำมา (1.Sand หรือ ทราย 2. สารกรองแก้วหรือ Glass Peals 3. สารกรอง ZeoPlusและ 4. สารกรองชีวภาพ)
ด้วยรูปทรงที่มีลักษณะกลมช่วยให้มีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานต่ำและยังช่วยให้ไม่ต้องทำการล้างหรือ Back wash บ่อยได้อีกด้วยและถ้าหากเกิดความผิดปกติเช่นมีการรั่วไหลของสารกรองลงไปในสระว่ายน้ำ Glass Peals จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ที่สัมผัสเพราะรูปทรงที่เป็นทรงกลมจึงไม่เกิดการบาดเจ็บนั้นเอง
คุณสมบัติ และข้อดีของ Glass Peals
– มีขนาดเล็ก 0.6 มิลลิเมตรถึง 0.8 มิลลิเมตร ซึ่งช่วงขนาดที่เล็กและแคบจะช่วยให้การกรองนั้นละเอียดมากขึ้น
– ลดการ Back Wash ให้น้อยลง
– สามารถกรองได้ละเอียดถึง 3 ไมครอน ซึ่งผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการแล้วว่ากรองได้อนุภาคที่ละเอียดและมีมาตรฐานเดียวกันกับมาตรฐานน้ำดื่มในประเทศออสเตรเลีย
– ประหยัดน้ำและเวลาในการทำ Back Wash ได้มากถึง 20% ถ้าเทียบกับการใช้ทรายเป็นสารกรอง
– เนื่องจากลักษณะที่กลมไม่มีเหลี่ยมจึงลดปัญหาเรื่องการบาดเจ็บเมื่อต้องทำการบริการหรือซ่อมแซม
ในปัจจุบันจะเห็นว่าในตลาดปลาสวยงาม กำลังที่แพร่หลาย และเป็นที่นิยมเริ่มเพาะพันธ์ หรือเลี้ยงเพื่อความสวยงามกันเป็นอย่างมาก ปลาบางชนิดบางสายพันธุ์ก็มีมูลค่าที่สูงมากใช่ไหมครับ ซึ่งผู้ที่ต้องการเลี้ยงปลา หรือมีระบบสำหรับเลี้ยงปลากันอยู่แล้ว ก็คงต้องการระบบที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกันใช่ไหมครับหลายคนคงเริ่มมีความกังวล หรือสงสัยว่า ระบบเลี้ยงปลามีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้อุปกรณ์ที่สามารถกรองน้ำให้ใสสะอาด? สำหรับระบบเลี้ยงปลาอาจจะมีหลาย ๆ ท่านที่เลี้ยงปลาสวยงามกันอยู่แล้ว หรืออาจจะพอทราบข้อมูลกันอยู่บ้าง และอาจจะเคยชินกับภาพของบ่อปลาที่เลี้ยงไว้ มีน้ำขุ่น ไม่คอยใสสะอาดเลยใช่ไหมครับ วันนี้จะขอพาไปรู้จักกับระบบกรองสำหรับเพาะเลี้ยงปลา และสัตว์น้ำโดยเฉพาะ และยังช่วยปรับความสมดุลให้กับระบบนิเวศน์อีกด้วย
กระบวนการทางธรรมชาติที่สำหรับการเลี้ยงปลา
อันดับแรกก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับ อุปกรณ์สำหรับเลี้ยงปลาตัวนี้ เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในน้ำก่อนว่ามันมีกระบวนการอย่างไรบ้าง นั่นก็คือ วัฏจักรไนโตรเจน
วัฏจักรไนโตรเจน
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพของไนโตรเจน และสารประกอบไนโตรเจนตามสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนด้วยกระบวนการทางเคมี และการย่อยสลายของจุลินทรีย์ ทั้งในสิ่งมีชีวิต พืช ดิน หิน และน้ำ จากระบบหนึ่งไปสู่ระบบหนึ่ง หมุนเวียนเป็นวัฏจักร สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน
จากที่กล่าวมาถึงตรงนี้ สรุปได้ว่า วัฏจักรไนโตรเจนก็คือ กระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องกับปลาแบบธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ระบบที่เราจะมา นำเสนอในวันนี้จะเป็นการจำลองเอาวัฏจักร ตัวนี้มาไว้ในระบบเลี้ยงปลาได้เหมือนธรรมชาติเลยทีเดียว นั่นก็คือ Aquabiome จากแบรนด์ WATERCO นั่นเอง
การทำงานของ Aquabiome นั้นทำงานอย่างไร?
ก่อนอื่นจะขออธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้า Aquabiome ตัวนี้มันคืออะไร Aquabiome คือ อุปกรณ์สำหรับกรองระบบบ่อปลา ที่มีความสามารถกรองได้ ทั้งเชิงกล และ ชีวภาพ ด้วยการทำงานของอุปกรณ์ตัวนี้เป็นการจำลองระบบธรรมชาติ และภายในจะมีสารกรองที่ใช้สำหรับเป็นที่อยู่ของเชื้อแบคทีเรียที่จำเป็นในระบบ โดยที่กระบวนการของวัฏจักรไนโตรเจนจะมีขั้นตอนของกระบวนการดังนี้
หลักการทำงานของเครื่อง Aquabiome
เมื่อมีการติดตั้งระบบ และเปิดใช้งาน ปั๊มจะทำการดูดน้ำและส่งไปยังเครื่องกรอง Aquabiome ที่ได้มีการพัฒนาเครื่องกรอง Aquabiome ที่รวบรวมเทคโนโลยีล่าสุดที่จะทำให้การกรองน้ำให้มีความใสสะอาดมากขึ้น ซึ่งภายในเครื่องกรองจะมีสารกรอง พิเศษสำหรับการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียโดยเฉพาะ เรียกว่า Bio Mec เป็นการ รวมผสมผสานการกรองเชิงกล (MechaniaclFiltration) ที่จะกำจัดสิ่งสกปกรกออกจากบ่อปลาโดยวัสดุผ่านทางช่องระหว่างสารกรองอีกและการกรองชีวภาพ (Biological Filtration) เป็นการกรองทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการจำกัด แอมโมเนียตามกลไกลของวัฎจักรไนโตรเจน
แล้วในระบบต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างร่วมกับ Aquabiome?
อุปกรณ์ที่แนะนำเพื่อใช้งานร่วมกับ Aquabiome เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและอัตราการกรองที่เหมาะสมกับ ระบบกรองบ่อปลาสูงสุด ควรมีอุปกรณ์ดังนี้
1. AQUABIOME FILTER
เป็นอุปกรณ์หลักที่จะใช้งานร่วมกับสารกรอง Bio Mec ที่จะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกและจำลองระบบวัฏจักรไนโตรเจน โดยการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียที่สำคัญ
2. PUMP
ในการเลือกใช้งานปั๊มร่วมกับ Aquabiome นั้นควรเลือกโดยอิงจากอัตราการไหลของถังกรอง Aquabiome ว่ารองรับอัตราการไหลสูงสุดเท่าไหร่
* แนะนำว่าไม่ควรเลือกใช้ปั๊มที่มีอัตราการไหลสูง ๆ เนื่องจากระบบกรองบ่อปลาควรให้อัตราการไหลของน้ำที่พอดี ไม่ต้องแรงมากเพื่อกรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. Pre-Filter
อุปกรณ์ที่จะช่วยให้สามารถกรองสิ่งสกปรกออกจากน้ำได้มากยิ่งขึ้น และช่วยยืดอายุการใช้งานของสารกรอง Bio Mec อีกด้วย
4. Media Filter
แนะนำให้มีถังกรองอีกใบสำหรับใช้ร่วมกับสารกรอง Zeolite ที่จะช่วยลดความเป็นพิษของแอมโมเนียออกจากระบบได้มากยิ่งขึ้น
5. UV Sterilizer
อุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสี UV เพื่อช่วยลดสาเหตุน้ำเขียวได้ด้วย
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับอุปกรณ์ Aquabiome ตัวนี้ หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าขั้นตอนในการกรองอาจจะซับซ้อนมากไปหรือเปล่า ถึงขั้นตอนมันอาจจะยาก และซับซ้อนไปบ้าง แต่สามารถมั่นใจได้เลยว่า จะได้รับประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดแน่นอนครับ เพราะว่าขั้นตอนทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่จะทำให้น้ำ และระบบนิเวศน์ภายในบ่อปลาของท่าน มีความใสสะอาดและยังคงความสมดุลไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งระบบนิเวศน์ หรือวัฏจักรที่กล่าวมานั้นคือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับสัตว์น้ำ อีกทั้งยังให้ความสะอาดของน้ำแบบธรรมชาติ เช่นกัน ดังนั้นถ้าทั้งสองส่วนเกิดขึ้นในกระบวนการเดียวกัน จะสามารถช่วยให้สัตว์น้ำเติบโตและสมบูรณ์แบบได้อย่างเต็มทีและลดขั้นตอนในการกรองได้อย่างมาก รับประกันว่าสามารถตอบโจทย์ของผู้ที่รักปลาสวยงามเป็นอย่างแน่นอนครับ
ในปัจุบันเครื่องกรองสำหรับสระว่ายน้ำนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลัก
1. เครื่องกรองทราย (Sand Filter)
2. เครื่องกรองผ้า (D.E. Filter)
3. เครื่องกรองกระดาษ (Cartridge Filter)
ซึ่งราคาและประสิทธิภาพการกรองของถังกรองแต่ละประเภทนั้นก็จะมีความแตกต่างกันไป ดังนั้นการเลือกขนาดเครื่องกรองสำหรับสระว่ายน้ำให้มีความเหมาะกับระบบสระว่ายน้ำ จึงจำเป็นจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปั๊มสระว่ายน้ำ ถ้าหากว่าปั๊มสระว่ายน้ำ และเครื่องกรองที่ใช้งานไม่มีความเหมาะสมกับขนาดสระว่ายน้ำของคุณ อาจจะส่งผลทำให้ไม่สามารถกรองได้อย่างมีประสิทธิกาพ ดังนั้น ก่อนที่คุณจะเลือกเครื่องกรองสระว่ายน้ำควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณมีปั๊มสะรว่ายน้ำที่มีขนาดเหมาะสมแล้วหรือไม่
ก่อนที่เราจะสามารถเปรียบเทียบประเภทเครื่องกรองของสระว่ายน้ำได้แต่ละประเภทได้นั้น เราต้องมาทำความรู้จักกับความสารมารถ และรายละเอียดของแต่ละประเภทว่าสามารถทำงานได้ดีเพียงใด อันดับแรกควรต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องของขนาดไมครอนก่อน
หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินคำว่า ไมครอน หรือบางครั้งคุณอาจเคยเห็นคำนี้ผ่าน ๆ กันมาบ้างแล้ว ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่า ไมครอน คืออะไร?
ไมครอน คืออะไร ?
ถ้าพูดถึงเครื่องกรองสำหรับสระว่ายน้ำแต่ละประเภทแล้ว การกรองจะสามารถกำจัดอนุภาคสิ่งสกปรกที่ปะปนอยู่ในน้ำได้ในขนาดของไมครอนที่แตกต่างกัน หากนึกภาพไม่ออกว่ามันเล็กแค่ไหน? ให้ลองสังเกตได้จากเส้นผมของคุณ
เส้นผมของมนุษย์นั้นมีขนาดอยู่ที่ประมาณ 50 ไมครอนซึ่งมนุษย์ยังสามารถมองเห็นได้ ซึ่งขนาดของอนุภาคที่เล็กสุดที่ทนุษย์จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั่นคือ 40 ไมครอน นั่นหมายความวว่าสิ่งปนเปื้อนเหล่านั้นที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ยังสามารถถูกกรองออกจากน้ำได้หากตัวกรองนั้นเป็นวัสดุที่สามารถกรอง อนุภาคเล็ก ๆ เหล่านั้นได้
ประเภทของเครื่องกรองสระว่ายน้ำ
แล้วเครื่องกรองสำหรับสระว่ายน้ำแต่ละประเภท มีความแตกต่าง รวมไปถึงข้อดี ข้อเสีย และการใช้งานกันอย่างไร วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับเครื่องกรองแต่ละประเภทกันนะครับ
1. เครื่องกรองทราย (Sand Filter)
หากคุณมีงบประมาณจำกัด และไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลบำรุงรักษา เครื่องกรองทรายถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งยังเหมาะสำหรับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่อีกด้วย
เครื่องกรองกราย เป็นเครื่องกรองที่ใช้ทรายเป็นสื่อกรองในการกรองสิ่งสกปรกออกจากน้ำ โดยผ่านชั้นทรายภายในเครื่อง ซึ่งเม็ดทรายแต่ละเม็ดนั้นจะมีขอบเหลี่ยมขรุขระเล็ก ๆ มากมายรอบตัว ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้จับสิ่งปนเปื้อนและเศษเล็กเศษน้อยที่ผ่านเข้าเครื่องกรอง ช่องว่างระหว่างเม็ดทรายจะดักจับอนุภาคฝุ่นให้แยกออกจากน้ำ สามารถจับอนุภาคได้ประมาณ 30 ไมครอน หรือใหญ่กว่า
ข้อดีของเครื่องกรองทราย | ข้อเสียของเครื่องกรองทราย |
ช่วยในการลดต้นทุน | ประสิทธิภาพการกรองน้อยที่สุดในสามประเกท |
บำรุงรักษาง่าย ไม่ต้องการการดูแลบ่อยมาก | สูญเสียน้ำในปริมาณที่มากในการ Backwash |
ทรายมีอายุการใช้งาน ประมาณ 7-10 ปี |
หลักการการทำงาน คือ น้ำจะไหลผ่านเข้าสู่ตัวกรองจากทางด้านบนของเครื่องกรอง และจะไหลลงกระจายตามชั้นทรายอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นน้ำที่ผ่านการกรองแล้วจะไหลเข้าสู่ก้านกรองที่เรียกว่า Lateral ที่อยู่ตรงส่วนด้านล่างของเครื่องกรองเพื่อปล่อยกลับเข้าสู่สระว่ายน้ำ
การทำความสะอาดด้วยการ BACKWASH คือ การทำความสะอาดภายในเครื่องกรอง ซึ่งเป็นวิธีการทำความสะอาดที่ง่าย โดยที่เครื่องกรองจะทำการเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำ และล้างเอาสิ่งสกปรกทิ้งออกไป
เครื่องกรองทรายที่มีการเติมทรายใหม่จะสามารถทำงานได้ดีและกรองสิ่งสกปรกได้เล็ก แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ขอบเหลี่ยมของเม็ดทรายจะเริ่มสึกกร่อนอย่างช้า ๆ เมื่อขอบเหลี่ยมหายจนกลายเป็นพื้นผิวเรียบ ๆ จะทำให้ไม่สามารถดักจับสิ่งใด ๆ ได้ และประสิทธิกาพในการกรองจะเริ่มลดลง และทรายเริ่มสกปรกมากขึ้น ในที่สุดก็จะเริ่มส่งผลให้เครื่องกรองเริ่มอุดตันจนทำให้อัตราการไหลของน้ำลดลงได้ และจะทำให้อัตราความดันภายในถังเพิ่มขึ้นไปด้วย เมื่ออัตราความดัน เพิ่มขึ้นจนถึง 1.5 bar หรือมากกว่าความดันเริ่มต้น ควรต้องกำการ Backwash ดังนั้นควรสังเกตที่เกจวัดความดัน (Pressure Gauge) ของเครื่องกรองเพื่อเช็คการเพิ่มแรงดันภายในตัวถัง
2. เครื่องกรองคาร์ทริจ (Cartridge Filter)
เครื่องกรองคาร์ทริจ หรือที่ในปัจจุบันนิยมเรียกกันว่าเครื่องกรองกระดาษ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเครื่องกรองประเภทนี้จะมีราคาที่สูง กว่าเครื่องกรองทรายเล็กน้อยก็ตาม แต่เครื่องกรองกระดาษนั้นสะดวก และง่ายต่อการใช้งานมากกว่า รวมถึงประสิทธิกาพในการกรองยังสูงกว่าด้วย แต่ถังกรองประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะใช้กับสระว่ายน้ำที่มีขนาดใหญ่มากนัก
เครื่องกรองคาร์ทริจ โดยทั่วไปภายในถังกรองจะมีตัวกรองเฉพาะของเครื่องกรองประเภทนี้ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นทรงกระบอกที่ล้อมรอบด้วยสื่อกรองที่ผลิตจากวัสดุโพลีเอสคอร์ ที่ออกแบบมาเป็นลักษณะจีบต่อ ๆ กัน ช่วยในการดักขับสิ่งสกปรกต่าง ๆ และถังกรองประเภทนี้ยังมีข้อดีคือ ไม่จำเป็นต้องมีมัลติพอร์ตวาล์ว ทำให้เครื่องกรองประเภทนี้มีการใช้งานที่ง่าย และสะดวกในการติดตั้ง
ข้อดีของเครื่องกรองคาร์ทริจ | ข้อเสียของเครื่องกรองคาร์ทริจ |
กรองสิ่งสกปรกได้ถึง 20 ไมครอน | ทำงานหนักกว่าเครื่องกรองกราย |
ไม่ต้องมีการ Backwash ทำให้ประหยัดน้ำ | มีอายุการใช้งานของตัวกรองเพียง 2 ถึง 3 ปี |
ทำงานได้ดี ที่รอบความเร็วต่ำ | ต้องการ การทำความสะอาดอย่างละเอียด |
สามารถใช้ร่วมกับปั๊มปรับความเร็วได้ดี |
หลักการการทำงาน เมื่อน้ำไหลข้าสู่ตัวถัง น้ำจะไหลผ่านจีบแต่ละจีบที่ตัวสื่อกรอง และจะดักจับสิ่งสกปรกปนเปื้อนที่มีขนาดเล็กได้ที่ 20 ไมครอน จากนั้นน้ำที่ผ่านชั้นกรองไปแล้วจะถูกส่งกลับเข้าสู่สระว่ายน้ำ เครื่องกรองตลับนั้น ยังช่วยในการประหยัดพลังงาน อีกทั้งราคาไม่สูงมากแต่เมื่อตัวกรองเริ่มมีสิ่งสกปรกมาก จะทำให้ประสิทธิกาพในการกรองเริ่มลดลง จึงจำเป็นต้อง ทำความสะอาดบ่อยครั้ง การทำความสะอาดจะใช้วิธีถอดและนำตลับไส้กรองออกมาแล้วฉีดล้างด้วยน้ำสะอาดเบา ๆ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ตามพื้นผิวตัวกรองออกไปการดูแลรักษาสามารถทำได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้มัลติพอร์ตวาล์วเหมือนเครื่องกรองประเภทอื่น ใช้แค่เพียงการถอดล้างเท่านั้น
3. เครื่องกรองแบบใช้ผงกรอง (D.E. Filter)
เครื่องกรองชนิดใช้ผงกรอง DE Filter หรือที่ในปัจจุบันรู้จักกันว่าเครื่องกรองแบบถังกรองผ้าเนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการเป็นที่อยู่ของผงกรองนั้น มีลักษณะเป็นผ้านั่นเอง ถือว่าเป็นเครื่องกรองประเภทที่สามารถกรองอนุภาคได้ที่ขนาดเล็กที่สุดจากทั้งสามประเภท แต่ก็เป็นเครื่องกรองที่มีราคาสูงมากที่สุดเช่นกัน
เครื่องกรอง D.E. นั้น ภายในประกอบด้วยแผ่นกริด ที่ใช้สำหรับเป็นที่อยู่ของผงกรองซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกรองหลักของเครื่องกรองประเภทนี้ จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งปนเปื้อนในน้ำได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น และสามารถดักจับอนุภาคได้ขนาดเล็กมากเพียง 5 ไมครอน และกรองผ้าที่ปราศจากจากผงกรองจะไม่สามารกกรองสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีของเครื่องกรอง D.E. | ข้อเสียของเครื่องกรองคาร์ทริจ |
สามารถกรองได้ละเอียดที่สุด ถึง 5 ไมครอน | มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด |
ไม่มีสารเคมีที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อน | ต้องการการดูแลและทำความสะอาดบ่อย |
จำเป็นต้องเปลี่ยนแผ่นกริดทุก ๆ 2 ถึง 3 ปี | |
ผงกรอง D.E. อาจเป็นอันตรายหากมีการสูดดม |
หลักการการทำงาน คือ น้ำจะไหลผ่านเข้าสู่ตัวกรองจากทางด้านล่างของเครื่องกรอง และจะไหลผ่านเข้าสู่แผ่นกริด ซึ่งจะมีผงกรองไปจับตัวอยู่ตามช่องว่างของแผ่นผ้าของตัวกริดเพื่อดักจับสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่มากับน้ำ จากนั้นน้ำจะไหลผ่านเข้าท่อตรงกลางเครื่องกรองเพื่อจ่ายกลับเข้าสู่สระว่ายน้ำต่อไป เมื่อเครื่องกรองเริ่มสกปรกเนื่องจากเริ่มมีสิ่งสกปรกอุดตันตามแผ่นผ้ากรอง จะทำให้ประสิทธิกาพในการกรองลดลง และน้ำจะไม่สามารถไหลผ่านได้เต็มที่ จึงจำเป็นต้องล้างตัวกรองและแผ่นผ้ากรอง ซึ่งการทำความสะอาดนั้นให้สังเกตที่ตัวเกจวัดความดันของเครื่องกรองเช่นเดียวกับเครื่องกรองทราย โดยทั่วไปแล้วเครื่องกรอง D.E. สามารถทำการ Backwash ได้เหมือนเครื่องกรองทราย แต่ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้บ่อยครั้ง เนื่องจากจะทำให้อายุการใช้งาน ของแผ่นกริดลดลงควรทำความสะอาดด้วยการถอดล้างด้วยน้ำสะอาดเบาๆ แต่ไม่ว่าจะใช้วิธี Backwash หรือถอดออกมาล้างก็ตาม จำเป็นต้องเติมผงกรองเพิ่มหลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้วทุกครั้ง อาจเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดว่าจะต้องเติมผงกรองเท่าไร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องถอด ตัวกรองออกมาทำความสะอาดด้วยมืออย่างน้อยปีละครั้ง เมื่อได้รู้จักกับเครื่องกรองสำหรับสระว่ายน้ำแต่ละประเภทกันมากขึ้น ก็สามารถช่วยให้ผู้อ่านสามารถเลือก และตัดสินใจใช้เครื่องกรองได้เหมาะสมยิ่งขึ้น แล้วครั้งต่อไปมาพบกับบทความใหม่ๆ กันนะครับ
เรามาทำความรู้จักเครื่องกรองทรายกันเถอะ
ถ้าหากคุณมีงบประมาณจำกัด และยังไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลบำรุงรักษาที่บ่อยนัก เครื่องกรองทรายถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ที่คุณต้องจัดสินใจเลือกใช้เป็นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เนื่องจากว่า เครื่องกรองทรายนั้นไม่จำเป็นต้องคอยดูแล หรือทพความสะอาดสารกรองเท่าเครื่องกรองประเภทอื่น ๆ และถึงแม้ว่าจะต้องทำความสะอาดเครื่องกรองอยู่บ้าง แต่ก็สามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่า เพียงใช้งานฟังก์ชั่นการ Backwash นั่นเอง อีกทั้งเครื่องกรองทรายยังมีขนาดที่สามารถให้เลือกใช้งานร่วมกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่อีกด้วย อีกทั้งเนื่องจากสารกรองทรายนั้นอุดตันได้ยากกว่าเครื่องกรองประเภทอื่น ทำให้ช่วยลดปัญหาการไหลของน้ำได้ดีอีกด้วย
เครื่องกรองประเภทนี้ จะใช้ทรายเป็นสารกรอง ซึ่งเม็ดทราย แต่ละเม็ดจะมีขอบขรุขระเล็ก ๆ มากมายรอบตัวซึ่งส่วนที่ขรุขระนั้น มีหน้าที่สำหรับดักจับจับสิ่งปนเปื้อน และเศษเล็กเศษน้อยที่ไหลปะปนมากับน้ำ ทำให้สามารถจับอนุภาคได้ประมาณ 30 ไมครอน หรือใหญ่กว่าได้
หลักการทำงานของเครื่องกรองทราย
หลักการทำงานของเครื่องกรองทราย จะใช้หลักการที่ให้น้ำไหลผ่านเข้าถังกรอง ผ่านเข้าสู่ชั้นกรองจากทางด้านบน จากนั้นส่วนที่เป็นตัวกระจายน้ำจะกระจายน้ำ ให้ไหลผ่านตามชั้นทรายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อน้ำที่ผ่านการกรองลงมาถึงชั้นล่างสุด น้ำจะไหลกลับเข้าสู่ก้านกรองด้านล่างที่เรียกว่า Lateral เพื่อให้น้ำไหลผ่านกลับเข้าสู่ระบบท่อแล้วส่งน้ำกลับเข้าสู่ระบบฆ่าเชื้อโรคต่อไป
หลักการทำงานการ Backwash
การ Backwash หรือ ก็คือการล้างย้อนของเครื่องกรอง เพื่อทำความสะอาดสารกรองนั่นเอง ถือว่าเป็นวิธีการทำความสะอาดที่ง่าย หลักการทำงานของฟังก์ชั่นนี้ แค่เพียงเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำโดยจะล้างเอาสิ่งสกปรกทิ้งออกไปจากเครื่องกรอง
ความลับที่ไม่ลับ
เครื่องกรองทรายที่มีการเติมทรายใหม่จะสามารถทำงานได้ดี และกรองสิ่งสกปรกได้ละเอียด
แต่เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ย่อมต้องมีการเสื่อมสภาพของสารกรองเป็นปกติ ขอบเหลี่ยมของเม็ดทรายจะเริ่มสึกกร่อนอย่างช้า ๆ และเมื่อขอบเหลี่ยมหายไปจนกลายเป็นเพียงพื้นผิวเรียบ ๆ จะทำให้ไม่สามารถดักจับสิ่งใด ๆ ได้ และประสิทธิกาพในการกรองจะค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ สุดท้ายเมื่อไม่มีขอบที่ขรุขระ ทรายจะเริ่มสกปรกมากขึ้น ในที่สุดก็จะส่งผลให้เครื่องกรองเริ่มอุดตันจนทำให้อัตราการไหลของน้ำลดลงได้ และจะทำให้อัตราความดันภายในถังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นควรหมั่นสังเกตที่เกจวัดความดันของเครื่องกรอง เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงการเพิ่มขึ้นของแรงดันภายในตัวถัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่จะ Backwash ได้แล้วนั่นเอง
ในครั้งนี้เราก็ได้ทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเครื่องกรองทรายกันไปแล้ว หากคุณเริ่มสนใจ หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถโทรสอบถาม หรือปรึกษากับเราได้ครับ ทาง บริษัท เจไฟว์ เอ็กซ์ปอร์ต อิมปอร์ต จำกัด เรามี วิศวกร และฝ่ายเทคนิค ที่สามารถให้คำปรึกษา และเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสมที่สุดครับ
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า เวลาที่คุณสั่งซื้อสินค้า แล้วพบว่ามีสัญลักษณ์ IP ติดอยู่ที่สินค้า เจ้าสัญลักษณ์ IP ตัวนี้หมายถึงอะไร ? และบ่งบอกถึงอะไร ? วันนี้เรามีคำตอบให้ทุก ๆ คน และเพื่อให้ได้รู้จักสัญลักษณ์นี้มากยิ่งขึ้นเราไปดูกันครับ
มาตรฐาน IP คืออะไร ?
IP ย่อมาจาก Ingress Protection Standard หรือ IP Standard, IP Code, IP Rating การเรียกอาจแตกต่างกันไป แต่จริง ๆ แล้ว มันคือ มาตรฐานเดียวกัน เป็นค่ามาตรฐานที่บ่งบอก ถึงระดับการป้องกันฝุ่น และป้องกันน้ำของเครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า นั่นเอง ซึ่ง IP Rating นั้นถูกพัฒนาขึ้นโดย IEC (International Electrotechnical Commission) ที่มีความเทียบเท่ากับมาตรฐานยุโรป EN 60529 แล้วมาตรฐานตัวนี้มันสำคัญอย่างไร ? มาตรฐานตัวนี้จะช่วยบ่งบอกให้เราทราบว่า เครื่องจักร, อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือสินค้าที่เราซื้อมานั้น สามารถป้องกันฝุ่นของแข็ง หรือของเหลวได้ที่ระดับใดบ้าง
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวเลขแต่ละตัวหมายถึงอะไร ?
หลาย ๆ คนอาจจะเคยสังเกตว่าตัวเลขที่ต่อท้าย IP แต่ละครั้งไม่เหมือนกันเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวเลขแต่ละตัวหมายถึงอะไร ? ตัวเลขที่ต่อท้าย IP นั้นจะมีตั้งแต่ 0 ถึง 9 ซึ่งแต่ละหมายเลขเหล่านั้นก็จะบอกถึงระดับการป้องกันที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถดูได้จากตารางด้านล่างนี้
ตารางนี้จะแสดงให้เห็นถึงลำดับและสิ่งจำเป็นที่ต้องระบุ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นมาตรฐาน IP ที่สมบูรณ์
สัญลักษณ์ IP | การป้องกันของแข็ง | การป้องกันของเหลว | การทนต่อแรงกระแทก | การป้องกันอื่นๆ |
IP | ตัวเลข 0 – 6 | ตัวเลข 0 – 9 | ตัวเลข 0 – 9 | ตัวอักษร |
จำเป็นต้องระบุ | จำเป็นต้องระบุ | จำเป็นต้องระบุ | ยกเลิกการใช้แล้ว | ไม่จำเป็นต้องระบุ |
Ingress Protection ค่าดัชนี การป้องกันน้ำ และฝุ่น
IP Rating เป็นการบอกถึงระดับการป้องกัน โดยหลัก ๆ แล้วจะถูกแสดงโดยตัวเลข 2 หลักตามหลัง IP คือ IPxx โดยตัวเลขหลักแรก จะหมายถึงระดับการป้องกันฝุ่น หรือของแข็ง ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่ 0 – 6 ส่วนหลักที่สองจะหมายถึงระดับการป้องกันน้ำ หรือของเหลว ซึ่งจะมีระดับตั้งแต่ 0 – 9 ยกตัวอย่างเช่น IP65 เป็นการบ่งบอกถึง มีความสามารถป้องกันฝุ่นและน้ำจากการฉีดได้ 100% เป็นต้น ซึ่งความหมายของรหัส IP ตัวอื่น ๆ จะถูกเขียนไว้ใน ตารางที่อยู่ด้านล่างนี้
ตัวเลขหลักที่ 1 :
บ่งบอกถึงการป้องกันของแข็ง ตารางนี้จะแสดงให้เห็นถึงระดับการป้องกันของแข็ง ซึ่งของแข็งที่กล่าวนี้หมายถึงการป้องกันของแข็ง หรือฝุ่นที่สามารถเข้าถึงตัวอุปกรณ์ อาจเป็นการสัมผัสโดยบังเอิญเท่านั้น ไม่รวมถึงการกระแทกจากของแข็งที่เกิดจากการกระทำอย่างตั้งใจ โดยการป้องกันของแข็งจะมีทั้งหมด 7 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 0 – 6 ดังนี้
ตัวเลขหลักที่ 2 :
สำหรับตัวเลขหลักนี้ คือ ความสามารถในการป้องกันของเหลว ตารางนี้จะแสดงให้เห็นถึงระดับการป้องกันของเหลว ซึ่งของเหลวในที่นี้ หมายถึงของเหลวจำพวกน้ำเท่านั้น ไม่รวมถึงของ เหลวประเภทอื่น ๆ เช่น น้ำมัน, สารเคมีที่มีความเป็นกรด หรือด่างสูง, ฯลฯ โดยการป้องกันมีทั้งหมด 11 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 0 – 9K
* มาตรฐานที่มีสัญลักษณ์ “K” คือมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นโดย ISO 20653 ซึ่งจะไม่มีในมาตรฐาน IEC 60529 ยกเว้น IPx9 ซึ่งจะมีการทดสอบแบบเดียวกับ IP69K
ความหมายของ IP ระดับต่าง ๆ สามารถดูได้จากตารางนี้
หมายเลข IP | ความหมาย |
IP54 | – มีความสามารถป้องกันฝุ่นได้ แต่อาจมีฝุ่นเล็กน้อยเล็ดลอดเข้าไปแต่ต้องไม่มีผลใด ๆ ต่อการทำงานของอุปกรณ์ – มีความสามารถป้องกันละอองน้ำที่ตกกระทบตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง |
IP65 | – มีความสามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ – มีความสามารถป้องกันน้ำจากการฉีดที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง |
IP66 | – มีความสามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ – มีความสามารถป้องกันน้ำจากการฉีดแบบรุนแรงที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง |
IP66K | – มีความสามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ – มีความสามารถป้องกันน้ำจากการฉีดแรงดันสูงที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทาง |
IP67 | – มีความสามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ – มีความสามารถป้องกันการแทรกซึมของน้ำจากการแช่ตัวอุปกรณ์ในน้ำได้ที่ความลึกสูงสุด 1 m. เป็นระยะวลาสูงสุด 30 นาที |
IP68 | – มีความสามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ – มีความสามารถป้องกันการแทรกซึมของน้ำจากการแช่ตัวอุปกรณ์ในน้ำได้แบบถาวร |
IP69K | – มีความสามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ – มีความสามารถป้องกันน้ำจากการฉีดแรงดันสูงพิเศษที่ตัวอุปกรณ์ได้จากทุกทิศทางที่อุณหภูมิน้ำสูงสุด 80๐C |
จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้เอามาฝาก อาจจะช่วยให้หลาย ๆ คนสามารถอ่านค่ามาตรฐาน IP ได้บ้างแล้ว และทำให้รู้ได้ว่าสินค้าที่คุณใช้ มีความสามารถป้องกันได้ในระดับไหน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัย การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด ควรทำตามคำแนะนำการใช้งานของอุปกรณ์ นั้น ๆ อย่างเคร่งครัด และควรได้รับคำปรึกษา จากผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่ได้รับการอนุญาตแล้ว
คุณรู้หรือไม่ ว่าสระว่ายน้ำในปัจจุบันนั้นมีระบบการทำงานอย่างไร หลายท่านก็อาจจะพอทราบกันมาบ้างแล้ว หรือ บางท่านอาจจะอยากมีสระว่ายน้ำไว้ในบ้าน หรืออาจจะกำลังหาข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะเริ่มสร้างสระว่ายน้ำ ในบทความนี้เราจะมาพาท่านไปดูกันว่า สระว่ายน้ำมีระบบอะไรบ้าง? และมีระบบการทำงานอย่างไร? ตามมาดูกันเลยครับ
ระบบหมุนเวียนน้ำสำหรับสระว่ายน้ำ
การทำงานของระบบสระว่ายน้ำ หรือที่เราเรียกกันว่า ระบบหมุนเวียนน้ำนั่นเอง ซึ่งเป็นการนำน้ำในสระว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ ไปเข้าสู่ระบบการกรอง หรือทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคออกไปจากน้ำ เพื่อให้ได้น้ำที่ใส และสะอาดนั่นเอง ก่อนที่จะผ่านน้ำกลับเข้าไปสู่สระว่ายน้ำ และวนอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยให้มีการหมุนเวียนน้ำทั้งหมดอย่างทั่วถึง จึงเรียกว่าระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำ
แล้วระบบหมุนเวียนสระว่ายน้ำในปัจจุบันนั้นมีแบบไหนบ้าง?
สระว่ายน้ำที่เราเห็นกันโดยทั่วไป ดูแล้วอาจจะมีความคล้ายคลึงกัน หรืออาจจะไม่แตกต่างกันมาก แต่รู้หรือไม่ว่าระบบสระว่ายน้ำที่เห็นเหล่านั้น ก็มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา แล้วต้องพิจารณาปัจจัยอะไรบ้าง? หลายท่านอาจจะทราบอยู่แล้ว ปัจจัยเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการออกแบบ การดำเนินการสร้าง หรือแม้แต่สถานที่ และพื้นที่บริเวณโดยรอบก็สำคัญ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้น จะมีผลต่อรูปร่างหน้าตา และงบประมาณในการก่อสร้าง
แต่ระบบการหมุนเวียนน้ำก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ในการสร้างสระว่ายน้ำ ในปัจจุบันระบบสระว่ายน้ำสามารถแบ่งตามประเภทของระบบการบำบัด และหมุนเวียนน้ำได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ระบบสกิมเมอร์หรือระบบดูด (Skimmer System)
2. ระบบน้ำล้น (Overflow System)
ก่อนทีเราจะไปทำความรู้จักกับค่าสารเคมีที่เกี่ยวกับสระว่ายน้ำกัน มีใครเคยสงสัยกันไหมว่า น้ำในสระว่ายน้ำสกปรกได้อย่างไร? เราไปหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันดีกว่า
ปัจจัยที่ทำให้สระว่ายน้ำสกปรก
สระว่ายน้ำไม่ว่าจะอยู่ในร่ม หรือว่ากลางแจ้งก็สามารถมีการปนเปื้อนได้ ส่วนมากแล้วจะมาจาก 3 ปัจจัยดังนี้
ปัจจัยที่ 1
คนที่ลงเล่น รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงด้วย โดยทั่วไปแล้วคนที่ว่ายน้ำนั้น เป็นปัจจัยหลัก ๆ ของการปนเปื้อนน้ำในสระว่ายน้ำเลย เนื่องจากว่า สิ่งสกปรก และเศษเล็กเศษน้อยที่อาจติดมากับร่างกาย หรือชุดว่ายน้ำ รวมทั้งอาจเกิดจากของเสียตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น เหงื่อ, ปัสสาวะ หรือแม้แต่ โลชั่นกันแดด, ครีมทาผิว ที่ทามากับตัว และอาจจะมีแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ที่ติดมาด้วยก็มีผลเช่นกัน เนื่องจากว่า สระว่ายน้ำก็เปรียบเหมือนอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่มีคนว่ายน้ำหลาย ๆ คนมารวมกัน เพียงแค่ว่าไม่ได้มีการใช้สบู่ หรือแชมพูในการชะล้าง หรือทำความสะอาดออกไปเท่านั้นเอง จึงทำให้สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็อาจจะไปปนเปื้อนกับน้ำในสระว่ายน้ำได้เสมอ ดังนั้นจึงต้องมีการวตรวจเช็ค และคอยปรับค่าสารเคมีเป็นระยะ ๆ เพื่อคอยทำความสะอาด และกำจัดสิ่งปนเปื้อน
ปัจจัยที่ 2
สภาพแวดล้อม การปนเปื้อนจากสภาพแวดล้อมนั้นมีความแปรปรวนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ รวมถึงสถานที่ตั้งของสระว่ายน้ำ ว่าเป็นสระว่ายน้ำกลางแจ้ง, สระว่ายน้ำในร่ม ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยที่อาจควบคุมได้ยาก ในบางสถานการณ์ เพราะบางครั้งเราไม่รู้ว่ามันมาจากไหน หรือจะมาเมื่อไหร่ เช่น เศษฝุ่น, ใบไม้ ที่ลอยมากับลม หรือ สิ่งขับถ่ายจาก นก สัตว์สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และสัตว์เลื้อยคลาน รวมไปถึงแมลง เช่นกัน หรือแม้กระทั่งในช่วงที่ฝนตก น้ำที่มากับฝนบางครั้งก็มีความเป็นกรด หรือมีค่า pH ต่ำก็จะส่งผลให้สระว่ายน้ำสกปรกได้ เหมือนกันทำให้ต้องหมั่นคอยเช็คระดับค่าเคมีของน้ำอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจัยที่ 3
แหล่งน้ำที่ใช้เติม การเติมน้ำเข้าไปในสระว่ายน้ำใหม่ หรือเติมน้ำลงไปเพิ่มในสระที่มีน้ำอยู่แล้ว แหล่งน้ำเหล่านี้อาจมีการปนเปื้อนสารอินทรีย์ที่อยู่เป็นจำนวนมาก (เช่นสารอินทรีย์จากพืช และใบไม้ที่เน่าเปื่อย) และโลหะ (เช่นเหล็ก, แมงกานีส, แคลเซียม) หรือแม้กระทั่งน้ำที่ได้จากเทศบาลก็อาจมีสารเคมีที่แฝงมาเพิ่มเติม เช่น คลอรามีน และฟอสเฟต จึงควรวัดและตรวจเช็คน้ำทุกครั้งที่มีการเติม
จากที่เรารู้ปัจจัยที่ทำให้สระว่ายน้ำสกปรกกันไปแล้วจะเห็นว่าการตรวจเช็คและวัดค่าคุณภาพน้ำเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก แล้วรู้กันหรือไม่ว่าตัวแปรอะไรบ้างที่ใช้ในการวัดคุณภาพน้ำ? ค่าตัวแปรที่เกี่ยวกับคุณภาพของน้ำ โดยทั่วไปจะมีอยู่ด้วยกัน 7 ตัว ซึ่งเป็นค่าที่จะบ่งบอกว่าน้ำในสระว่ายน้ำนั้นมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร และมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ซึ่งตัวแปร ทั้ง 7 ตัวนั้นมีดังนี้
1. Free Chlorine
ค่าคลอรีนอิสระ เป็นค่าปริมาณคลอรีนที่ยังไม่ได้รวมตัวเข้ากับน้ำ ซึ่งในที่นี้หมายถึง ค่าปริมาณคลอรีนที่มีอยู่ และพร้อมสามารถฆ่าเชื้อโรค และกำจัดสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายในสระว่ายน้ำได้ คลอรีนประเภทนี้มีความสำคัญอย่างมากในการฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำ เพราะถ้าหากมีคลอรีนอิสระในน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรค แบคทีเรีย และสารปนเปื้อนอื่น ๆ ที่ก่อตัวขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เลย โดยปกติค่าที่เหมาะสมของค่าคลอรีนอิสระควรรักษาให้อยู่ในระดับที่ 1.5 – 3 ppm
2. Combine Chlorine
ค่าคลอรีนรวม เป็นค่าคลอรีนที่เกิดขึ้นมาในกระบวนการฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำ ในระหว่างกระบวนการฆ่าเชื้อโรค คลอรีนจะจับตัวกับแบคทีเรีย หรือ สารปนเปื้อนต่าง ๆ ในน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นค่าคลอรีนรวมขึ้นมา รู้หรือไม่ว่ากลิ่นคลอรีนจากสระว่ายน้ำ ก็เกิดขึ้นเพราะมีคลอรีนรวมในน้ำนั่นเอง การที่มีคลอรีนรวมอยู่ในน้ำในสระว่ายน้ำ หมายความว่า คลอรีนอิสระกำลังฆ่าเชื้อโรค และกำจัดสารปนเปื้อนบางอย่างในน้ำอยู่นั่นเอง แต่สระว่ายน้ำที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้ออย่างสมบูรณ์ควรจะมีปริมาณคลอรีนรวมกันเป็นศูนย์ หรือปริมาณคลอรีนรวมในน้ำควรน้อยกว่า 0.5 ppm
3. Total Chlorine
ค่าคลอรีนทั้งหมด คือ ผลรวมของคลอรีนอิสระ และคลอรีนรวม สำหรับสระว่ายน้ำที่สะอาด สามารถใช้ปริมาณคลอรีนทั้งหมดนี้ เป็นตัวแปรเพื่อกำหนดปริมาณคลอรีนอิสระในน้ำได้ เนื่องจากคลอรีนรวมควรมีค่าเป็นศูนย์ แต่อย่างไรก็ตามหากมีคลอรีนรวมอยู่ในน้ำควบคู่ไปกับคลอรีนอิสระจะทำให้การวัดคลอรีนทั้งหมดควบคุมได้ยาก เนื่องจากปริมาณคลอรีนอิสระ และคลอรีนรวมที่แตกต่างกันจึงไม่สามารถบอกอะไรได้มากนัก
4. pH
ค่า pH คือ ค่าความเป็นกรดด่าง หากในสระว่ายน้ำพบว่ามีค่า pH ต่ำกว่า 7.0 นั่นหมายถึงว่าน้ำในสระว่ายน้ำเริ่มมีค่าเป็นกรด แต่ถ้าหากมีค่าระดับที่สูงกว่า 7.0 หมายถึงว่าน้ำนั้นมีค่าเป็นด่าง ซึ่งหากมีค่า pH ต่ำ จะส่งผลทำให้น้ำมีความเป็นกรดสูง และสามารถกัดกร่อนอุปกรณ์สระว่ายน้ำ ต่าง ๆ ได้ รวมไปถึงพื้นผิวของสระว่ายน้ำ และยังอาจทำให้ผู้ลงเล่นน้ำเกิดการระคายเคืองอีกด้วย แต่ถ้าหากค่า pH สูงจะส่งผลให้น้ำมีค่าเป็นด่าง ทำให้เกิดการก่อตัวของคราบตะกรันบนพื้นผิว และอุปกรณ์ของสระว่ายน้ำ อาจทำให้อายุการใช้งานสั้นลงด้วย และยังลดประสิทธิภาพการทำงานของคลอรีนลงอย่างมาก จึงเป็นอีกค่าหนึ่งที่มีความสำคัญในการรักษาคุณภาพน้ำ ควรรักษาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 7.2 – 7.8
5. Total Alkalinity
ค่าความเป็นด่างรวม คือค่าที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของน้ำที่มีความใกล้ชิดกับค่า pH โดยการวัดค่าตัวแปรตัวนี้ เป็นการวัดค่าของคาร์บอเนต, ไบคาร์บอเนต, ไฮดรอกไซด์ และสารอัลคาไลน์อื่น ๆ ที่พบในน้ำ ซึ่งความเป็นด่างนั้นจะช่วยป้องกันไม่ให้ค่า pH กระโดดขึ้น (หรือลง) รวดเร็วจนเกินไป ซึ่งในทางเคมีความเป็นด่างนั้นเป็นตัวยับยั้งค่า pH หากค่าความเป็นด่างรวมต่ำเกินไป ผลที่ตามมาคือสามารถทำให้น้ำมีฤทธิ์กัดกร่อนเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่หากความเป็นด่างสูงขึ้นจะทำให้ในสระว่ายน้ำเกิดคราบตระกรันสะสมมากขึ้น โดยปกติแล้วควรควบควบคุมระดับของค่าความเป็นด่างรวมให้อยู่ที่ระหว่าง 80 – 120 ppm
6. Total Hardness
ค่าความกระด้างรวม เป็นการทดสอบความกระด้างของแคลเซียม หมายถึงการวัดว่าน้ำมีความ “กระด้าง” มากน้อยเพียงใด หากน้ำมีความกระด้าง จะทำให้เกิดแคลเซียม และแมกนีเซียมในระดับสูง หากระดับเหล่านี้สูงเกินไปจะทำให้น้ำมีความอิ่มตัว และจะกำจัดอนุภาคส่วนเกินออกจากสารละลายซึ่งจะพยายามสะสมตัวเองบนพื้นผิวเกือบของสระว่ายน้ำ พวกมันสามารถดึงดูดกัน และเกาะตัวกันจนเกิดเป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก ๆ ขึ้นตามบันได ไฟสระว่ายน้ำ แต่ถ้าหากปล่อยให้ระดับความกระด้างของแคลเซียมต่ำเกินไป น้ำจะมีความอิ่มตัวต่ำ ทำให่น้ำจะมีสภาพเป็นกรดมากยิ่งขึ้น เช่นนั้นควรรักษาระดับให้อยู่ในค่าที่แนะนำ คือความกระด้างของแคลเซียมควรอยู่ที่ 200 – 400 ppm
7. Cyanuric Acid
กรดไซยานูริก หรือที่เรียกกันว่าตัวปรับสภาพ เป็นสารเคมีที่ใช้สำหรับป้องกันไม่ให้คลอรีนเสื่อมสภาพจากการได้รับรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ ถ้าหากระดับกรดไซยานูริกต่ำเกินไป จะทำให้สูญเสียความสามารถในการป้องกันคลอรีนจากดวงอาทิตย์ไป แต่ถ้าหากระดับกรดไซยานูริกสูงเกินไปคลอรีนจะไม่ได้ผล เพราะจะถูกโมเลกุลของกรดไซยานูริกจับตัวไว้ ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพที่จะทำปฏิกิริยากับสารปนเปื้อน
* หลังจากที่เราได้รู้จักตัวแปรต่าง ๆ ที่มีผลต่อคุณภาพของน้ำกันไปแล้ว หรือสามารถดูค่ามาตรฐานของน้ำในสระว่ายน้ำ ได้ในตารางด้านล่างนี้
ค่ามาตรฐานของน้ำในสระว่ายน้ำ สำหรับสระว่ายน้ำคลอรีน
Chlorine Chemical Pool | Chemical Level |
Free Chlorine Level – ระดับคลอรีนอิสระ | 1.5 – 3 ppm |
Combined Chlorine – ระดับคลอรีนรวม | 0 – 0.5 ppm |
pH Level – ระดับความเป็นกรด-ด่าง | 7.2 – 7.6 |
Total Alkalinity Level – ระดับค่าความเป็นด่างรวม | 80 – 150 ppm |
Total Hardness Level – ระดับค่าความกระด้างรวม | 200 – 400 ppm |
Cyanuric Acid – ระดับกรดไซยานูริค | 20 – 40 ppm |
ค่ามาตรฐานของน้ำในสระว่ายน้ำ สำหรับสระว่ายน้ำระบบเกลือ
Chlorine Chemical Pool | Chemical Level |
Salt Level – ค่าความเข้มข้นของเกลือ | 3500 – 4500 ppm |
Free Chlorine Level – ระดับคลอรีนอิสระ | 1.5 – 3 ppm |
Combined Chlorine – ระดับคลอรีนรวม | 0 – 0.5 ppm |
pH Level – ระดับความเป็นกรด-ด่าง | 7.2 – 7.6 |
Total Alkalinity Level – ระดับค่าความเป็นด่างรวม | 80 – 150 ppm |
Total Hardness Level – ระดับค่าความกระด้างรวม | 200 – 400 ppm |
Cyanuric Acid – ระดับกรดไซยานูริค | 20 – 40 ppm |
การทดสอบและตรวจเช็ค ค่าคุณภาพน้ำ เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าหากเราไม่คอยดูแลระดับน้ำให้มีความเหมาะสม สิ่งที่ตามมา คุณต้องไม่ชอบมันแน่ ๆ เพราะวระว่ายน้ำของคุณอาจจะสกปรก และเต็มไปด้วย เชื้อโรค หรือคราบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอาจทะให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ของคุณเสื่อมสภาพไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ เพียงแค่คอยหมั่นตรวจเช็ค และปรับสภาพน้ำให้อยู่ในระดับที่แนะนำ ดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ให้อยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งาน ก็จะช่วยป้องกันปัญหาที่จะเกิดลงไปได้มากทีเดียว เห็นหรือยังครับ ว่าเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด ครั้งหน้าเราจะนำความรู้หรือการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสระว่ายน้ำ อะไรมาฝากกันอีกอย่าลืมติดตามได้ที่เว็บไซต์ ของเรานะครับ