สารบัญ

น้ำในสระควรหมุนเวียนกี่ชั่วโมง? Turnover Time คืออะไร?

สารบัญ

          การมีสระว่ายน้ำที่ใสสะอาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเติมคลอรีนหรือใช้เครื่องกรองที่มีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า น้ำในสระสามารถหมุนเวียนผ่านระบบกรองได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ หนึ่งในค่าที่ใช้ในการออกแบบและประเมินระบบหมุนเวียนน้ำของสระว่ายน้ำคือ Turnover Time ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับขนาดสระ อัตราการไหลของน้ำ ปั๊มสระว่ายน้ำ และระบบกรอง แล้ว Turnover Time คืออะไร? ต้องคำนวณอย่างไร? และทำไมจึงสำคัญต่อระบบสระว่ายน้ำ มาทำความเข้าใจกัน

Turnover Time คืออะไร?

Turnover Time คือ ระยะเวลาที่ระบบหมุนเวียนน้ำใช้ในการหมุนเวียนน้ำในปริมาตรเทียบเท่ากับน้ำทั้งหมดในสระผ่านระบบกรอง 1 รอบ ตัวอย่างเช่น หากสระว่ายน้ำมีน้ำทั้งหมด 100 ลูกบาศก์เมตร และระบบถูกออกแบบให้มี Turnover Time 5 ชั่วโมง หมายความว่า ระบบต้องมีอัตราการไหลโดยเฉลี่ยเพียงพอที่จะหมุนเวียนน้ำปริมาตร 100 ลูกบาศก์เมตรผ่านระบบภายในเวลา 5 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การครบ 1 Turnover ไม่ได้หมายความว่าน้ำทุกโมเลกุลในสระจะผ่านเครื่องกรองครบหนึ่งครั้งพอดี เนื่องจากน้ำในสระมีการผสมและหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา

Turnover Time สำคัญกับสระว่ายน้ำอย่างไร?

Turnover Time เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนด อัตราการไหลของระบบสระว่ายน้ำ (Flow Rate) และใช้ประกอบการเลือกขนาดอุปกรณ์ในระบบหมุนเวียนน้ำ ซึ่งหากระบบได้รับการออกแบบให้มี Turnover Time ที่เหมาะสม จะส่งผลดีดังนี้

  • ช่วยให้น้ำถูกส่งเข้าสู่ระบบกรองอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบกรองสามารถดักจับสิ่งสกปรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สารฆ่าเชื้อกระจายตัวภายในสระได้ดีขึ้น
  • ลดบริเวณที่น้ำหมุนเวียนไม่ทั่วถึงหรือเกิด จุดอับ (Dead Zone) 
  • ช่วยให้ปั๊มและระบบกรองทำงานสัมพันธ์กับปริมาตรของสระ

วิธีคำนวณ Turnover Time ของสระว่ายน้ำ

สูตรพื้นฐานคือ

Turnover Time (ชั่วโมง) = ปริมาตรน้ำในสระ (m³) ÷ อัตราการไหลของระบบ (m³/h)

ตัวอย่าง

สระว่ายน้ำมีปริมาตร 120 m³
ระบบมีอัตราการไหล 24 m³/h

ดังนั้น

120 ÷ 24 = 5 ชั่วโมง

Turnover Time ของระบบนี้จึงเท่ากับ 5 ชั่วโมง (น้ำในสระทั้งหมดผ่านระบบกรอง 1 รอบ)

ในทางกลับกัน หากทราบ Turnover Time ที่ต้องการ ก็สามารถคำนวณหา Flow Rate ที่ระบบควรรองรับได้

Flow Rate (m³/h) = ปริมาตรน้ำในสระ (m³) ÷ Turnover Time (ชั่วโมง)

ตัวอย่าง สระมีปริมาตร 120 m³ และต้องการ Turnover Time 5 ชั่วโมง    120 ÷ 5 = 24 m³/h

ดังนั้น ระบบควรรองรับอัตราการไหลประมาณ 24 m³/h

Turnover Time ไม่ใช่เวลาเปิดปั๊ม

หลายคนอาจเข้าใจว่า Turnover Time คือจำนวนชั่วโมงที่ต้องเปิดปั๊มสระว่ายน้ำในแต่ละวัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละความหมายกัน

  • Turnover Time — ระยะเวลาที่ระบบใช้ในการหมุนเวียนน้ำในปริมาตรเทียบเท่ากับน้ำทั้งหมดในสระผ่านระบบกรอง 1 รอบ

  • เวลาเปิดปั๊ม (Pump Running Time) — จำนวนชั่วโมงที่เปิดให้ปั๊มสระว่ายน้ำทำงานจริงในแต่ละวัน

ตัวอย่าง 
หากสระมี Turnover Time เท่ากับ 5 ชั่วโมง หมายความว่า ระบบสามารถหมุนเวียนน้ำในปริมาตรเทียบเท่าน้ำทั้งสระได้ 1 รอบภายใน 5 ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเปิดปั๊มเพียงวันละ 5 ชั่วโมงเสมอไป

ระยะเวลาเปิดปั๊มจริงควรพิจารณาร่วมกับ ขนาดสระ จำนวนผู้ใช้งาน คุณภาพน้ำ สภาพแวดล้อม ระบบกรอง และระบบฆ่าเชื้อ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของสระแต่ละประเภท

Turnover Time เกี่ยวข้องกับปั๊มสระว่ายน้ำอย่างไร?

ปั๊มสระว่ายน้ำเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการไหลเวียนของน้ำ หากเลือกปั๊มที่ไม่สัมพันธ์กับระบบ อัตราการไหลจริงอาจไม่เป็นไปตามค่าที่คำนวณไว้ นอกจากนี้การเลือกปั๊มไม่ควรดูเฉพาะค่า Flow Rate สูงสุดจากสเปกเท่านั้น เพราะอัตราการไหลจริงยังได้รับผลจากแรงต้านภายในระบบ เช่น ความยาวและขนาดท่อ ข้องอ วาล์ว ถังกรอง ระดับความสูง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบ

ดังนั้น การเลือกปั๊มควรพิจารณาทั้ง Flow Rate และ Total Dynamic Head (TDH) เพื่อให้ได้จุดทำงานของปั๊มที่เหมาะสมกับระบบจริง

Turnover Time เกี่ยวข้องกับถังกรองอย่างไร?

เมื่อคำนวณ Flow Rate ที่ต้องการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตรวจสอบว่า ถังกรองสามารถรองรับอัตราการไหลดังกล่าวได้หรือไม่ หากปั๊มส่งน้ำในอัตราที่สูงเกินกว่าความสามารถของถังกรอง อาจทำให้ประสิทธิภาพในการกรองลดลงหรือระบบทำงานไม่เหมาะสมในทางกลับกัน หาก Flow Rate ต่ำเกินไป ระบบอาจใช้เวลาหมุนเวียนน้ำมากขึ้นกว่าที่ออกแบบไว้

ดังนั้น ปั๊ม ถังกรอง ขนาดท่อ และอุปกรณ์ในระบบควรถูกเลือกให้สัมพันธ์กัน ไม่ควรพิจารณาอุปกรณ์แต่ละชิ้นแยกจากกัน

Turnover Time ยิ่งสั้น ยิ่งดีจริงหรือ?

Turnover Time ที่สั้นลงหมายถึงระบบต้องรองรับ Flow Rate ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้ปั๊มขนาดใหญ่ขึ้น ท่อใหญ่ขึ้น หรือใช้อุปกรณ์ที่รองรับอัตราการไหลสูงขึ้น และอาจเพิ่มการใช้พลังงาน

ดังนั้น เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ Turnover Time “สั้นที่สุด” แต่คือการออกแบบให้ เหมาะสมกับประเภทและการใช้งานของสระ เช่น สระบ้าน สระโรงแรม สระคอนโด สระเพื่อการพาณิชย์ หรือสระที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก อาจมีเงื่อนไขในการออกแบบระบบหมุนเวียนน้ำแตกต่างกัน และควรตรวจสอบมาตรฐานหรือข้อกำหนดที่ใช้กับโครงการนั้น ๆ

ปัจจัยที่ควรพิจารณาร่วมกับ Turnover Time

การออกแบบระบบสระว่ายน้ำไม่ควรพิจารณา Turnover Time เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาองค์ประกอบของระบบร่วมกัน ได้แก่

  • ปริมาตรน้ำในสระ
    ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการคำนวณ Turnover Time และ Flow Rate ที่ระบบต้องการ

  • อัตราการไหลของปั๊ม (Flow Rate)
    ต้องเหมาะสมกับปริมาตรน้ำและระยะเวลาหมุนเวียนน้ำที่กำหนด

  • ขนาดและประสิทธิภาพของถังกรอง
    ต้องสามารถรองรับอัตราการไหลของน้ำจากปั๊มได้อย่างเหมาะสม

  • ขนาดและระยะทางของท่อ
    มีผลต่อแรงต้านและอัตราการไหลจริงภายในระบบ

  • จำนวนข้องอและวาล์ว
    ยิ่งมีมาก ยิ่งเพิ่มแรงต้านและอาจทำให้อัตราการไหลของน้ำลดลง

  • ตำแหน่งหัวจ่ายและจุดดูดน้ำ
    ควรจัดวางให้เหมาะสม เพื่อช่วยให้น้ำหมุนเวียนได้ทั่วถึงทั้งสระ

  • ระบบฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำ
    ควรทำงานสัมพันธ์กับระบบหมุนเวียน เพื่อช่วยกระจายสารฆ่าเชื้อได้อย่างทั่วถึง

สรุปบทความ 

       Turnover Time สระว่ายน้ำ คือระยะเวลาที่ระบบใช้ในการหมุนเวียนน้ำในปริมาตรเทียบเท่ากับน้ำทั้งหมดในสระผ่านระบบกรอง 1 รอบ เป็นค่าที่ช่วยกำหนด Flow Rate และใช้ประกอบการเลือกปั๊ม ถังกรอง รวมถึงอุปกรณ์ในระบบหมุนเวียนน้ำให้เหมาะสม การกำหนด Turnover Time ไม่ควรเน้นให้สั้นที่สุด แต่ควรเหมาะกับ ขนาดสระ ประเภทการใช้งาน จำนวนผู้ใช้งาน และประสิทธิภาพของระบบ เพื่อให้น้ำหมุนเวียนและผ่านการกรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น หากกำลังออกแบบหรือเลือกอุปกรณ์สำหรับสระว่ายน้ำ ควรคำนวณ Turnover Time ควบคู่กับ Flow Rate และพิจารณาระบบโดยรวม เพื่อให้ปั๊ม ถังกรอง และระบบหมุนเวียนน้ำทำงานสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม หากไม่แน่ใจว่าควรเลือกปั๊ม ถังกรอง หรือออกแบบระบบหมุนเวียนน้ำอย่างไรให้เหมาะกับสระ สามารถ ติดต่อ J5 Swimming Pool เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำ ตรวจสอบ และดูแลระบบสระว่ายน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งาน โทร. 02-277-1345 Line: @j5pool  

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Turnover Time สระว่ายน้ำ

Turnover Time คือ ระยะเวลา ที่ระบบปั๊มและกรองน้ำ ดูดน้ำภายในสระทั้งหมดผ่านกระบวนการกรองและฆ่าเชื้อโรคจนครบ 1 รอบ (100%) เรียกว่า 1 Turnover Time

ตัวอย่าง :

หากสระว่ายน้ำมีความจุน้ำ 100 คิว (ลูกบาศก์เมตร) และออกแบบให้มี Turnover Time 4 ชั่วโมง หมายความว่าจะใช้ระยะเวลา 4 ชั่วโมงพอดี ในการดูดและกรองน้ำปริมาตร 100 คิวนั้น 

ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ “ประเภทและการใช้งาน” ของสระ ยิ่งสระมีโอกาสปนเปื้อนสูงหรือมีคนใช้งานเยอะ ยิ่งต้องกรองน้ำให้จบรอบเร็วขึ้น มาตรฐานทั่วไปในการออกแบบมีดังนี้ :

สระว่ายน้ำในบ้าน (Private Pool)

: ประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง (คนใช้น้อย ไม่จำเป็นต้องหมุนเวียนเร็วมาก)  

สระว่ายน้ำสาธารณะ/คอนโด/โรงแรม (Commercial Pool)
: ประมาณ 4 – 6 ชั่วโมง (มีปริมาณคนใช้งานหนาแน่นกว่าสระบ้าน)

สระแข่งขันโอลิมปิก (Olympic)
: ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง (ต้องการระบบหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพสูงมาก) 

สระเด็ก/สระน้ำตื้น (Kids’ pool/Shallow pool)
: ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง (น้ำตื้นสิ่งสกปรกสะสมง่าย และเด็กเล็กมีโอกาสอาจปัสสาวะ สิ่งปนเปื้อนสูง)

สระสปา/อ่างจากุซซี่ (Spa/Jacuzzi)
: ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง (ปริมาตรน้ำน้อย แต่อุณหภูมิสูงและมีคนแช่หนาแน่น)

สามารถตรวจสอบได้จากการคำนวณ อัตราการไหล (Flow Rate) ที่สระต้องการ แล้วนำไปเทียบกับสเปกของปั๊ม โดยมีวิธีดังนี้

  • หาค่า Flow Rate ที่ต้องการ : นำปริมาตรน้ำในสระ (คิว) หารด้วย Turnover Time (ชั่วโมง) ที่กำหนด (เช่น สระ 120 คิว ÷ ต้องการ Turnover 4 ชั่วโมง = ระบบต้องมีอัตราการไหล 30 คิว/ชั่วโมง) 
  • อ่านกราฟการทำงานของปั๊ม (Pump Curve) : ไม่ควรดูแค่ตัวเลข Flow Rate สูงสุดข้างกล่องปั๊ม แต่ต้องดูกราฟว่าปั๊มรุ่นนั้นสามารถจ่ายน้ำได้ 30 คิว/ชั่วโมง จริงหรือไม่
  • เช็กความเข้ากันได้ของถังกรอง : ถังกรองที่ใช้ต้องรองรับ Flow Rate ที่ 30 คิว/ชั่วโมงได้ด้วย

แบ่งได้เป็น 2 กรณี

กรณีที่ 1. Turnover Time นานเกินไป (กรองน้ำช้าไป หรือปั๊มเล็กเกินไป) 

  • ระบบกำจัดสิ่งสกปรกออกไม่ทัน ทำให้สภาพน้ำขุ่นมัว
  • สารเคมี (เช่น คลอรีน) กระจายตัวไม่ทั่วทั้งสระ เกิดจุดที่น้ำนิ่ง (Dead Zone) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของตะไคร่น้ำและแบคทีเรีย
  • ดูแลรักษายากขึ้น ต้องเปลืองค่ายาและสารเคมีมากกว่าปกติ

กรณีที่ 2. Turnover Time สั้นเกินไป (ปั๊มแรงและใหญ่เกินความจำเป็น) 

  • กินกระแสไฟฟ้าสูงโดยไม่จำเป็น สิ้นเปลืองค่าไฟ
  • หากแรงดันปั๊มสูงกว่าที่ถังกรองรองรับได้ น้ำจะพุ่งแรงจนดันทะลุชั้นทรายหรือไส้กรองไปเลย (สิ่งสกปรกหลุดรอดกลับลงสระ น้ำไม่ใส)
  • อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบ เช่น ท่อ ข้อต่อ วาล์ว อาจเสื่อมสภาพหรือแตกหักได้ง่ายจากแรงดันน้ำที่สูงเกินไป

หากคุณสนใจอุปกรณ์สระว่ายน้ำ

ติดต่อเราได้เลย

ช่องทางการติดต่อ

อีเมล info@j5-swimmingpool.com

Call Center
02-277-1345 / 061-796-6649